Jesus died for...'s profile~*+: Martha Grace :+*~BlogLists Tools Help

Jesus died for us

May, 2006

ชีวประวัติพระเยซูเจ้า (อย่างย่อ)

 

  พระคริสตเจ้าทรงรับสภาพเป็นมนุษย์

       จากพระนางมารีย์พรหมจารีย์

 

            ทรงกระทำการอัศจรรย์

     และประกาศข่าวดีเรื่องความรอด

 
ทรงถูกตัดสินให้ประหารชีวิต และรับทรมาน
 

      ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

    เพื่อไถ่มนุษยชาติจากความบาป

 
       ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย
 

  ทรงปรากฏองค์แก่อัครสาวก 11 คน

และเสด็จสู่สวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระเป็นเจ้า

May, 2006

อย่าเพิ่งเชื่อ รหัสลับดาวินซี

โดย ศจ. ดร.เสรี หล่อกันภัย
เลขาธกิการสมาคมพระคริสตธรรมไทย
Bridge of Love ปีที่ 1 ฉบับที่ 1-2

หนังสือเรื่อง รหัสลับดาวินซี (Davinci Code)ที่เขียนโดย แดน บราวน์ (Dan Brown) เป็นหนังสือนิยายแนวสืบสวน สอบสวนให้ความรู้หลายอย่าง เช่น เรื่องงานศิลปะ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การเมือง และศาสนาพอสมควร เป็นหนังสือที่ผู้เขียนเขียนได้ดีมาก มีการหักมุมหลายตอนอย่างคาดไม่ถึง เมื่อเริ่มอ่านแล้ว ก็วางแทบไม่ลง แต่สำหรับคนที่มีงานทำประจำก็คงต้องยอมวางเป็นระยะ ๆ และหยิบกับมาอ่านใหม่

ถ้าใครจะอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อความบันเทิงแล้วละก็ ผมขอแนะนำว่าเป็นหนังสือที่ทำให้เพลิดเพลินมาก เป็นวรรณกรรมที่บรรยายให้เราเห็นภาพพจนได้ดี เอาความรู้ทางวิชาการหลายแขนงมาไว้ด้วยกัน วิชาการที่ปรากฏอยู่มากในหนังสือเล่มนี้คือ เรื่องการถอดรหัสและการตีความหมายสัญญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งผมไม่มีความรู้มากพอ จะวิจารณ์ว่ามีความถูกต้องมากน้อยเพียงไร วิชาการอีกเรื่องหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้พูดถึงมากคือเรื่องของคริสต์ศาสนา ที่มีส่วนย่อย ๆ อยู่หลายส่วน ส่วนแรกที่หนังสือเล่มนี้พาดพิงถึงมากตลอดทั้งเล่มคือ บทบาทของศาสนจักรคาทอลิกที่ควบคุมและคุกคาม คำสอนเรื่องการบูชาสตรีซึ่งผมไม่มีความชำนาญเท่าไร และเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าพระสันตะปาปา มีส่วนในคดีฆาตกรรม ก็มีการหักมุมหลายครั้งจนในที่สุดก็พบวาวาติกันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตามหากคนที่อ่านหนังสือเรื่องนี้อ่านไม่จบ ก็จะเกิดความเข้าใจผิดได้

เรื่องต่อมาที่หนังสือเล่มนี้เริ่มพูดมากขึ้น ในตอนกลางเล่มคือเรื่องที่ว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นเรื่องโกหก และการอ้างว่าพระเยซูคริสตได้แต่งงานกับ แมรี่ แม็กดาลีน และมีโอรสกับนาง และต่อมาเชื้อสายของพระองค์ได้เป็นกษัตริย์ของฝรั่งเศสนั้น ผมพอจะรู้เรื่องการอ้างอิงบางอย่างที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก จึงขอถือโอกาสอธิบายบางสิ่งบางอย่างแกผู้อ่านที่ไม่ได้ศึกษาอย่างแท้จริงและรับข้อมูลบางอย่างจากหนังสือเล่มนี้ไปอย่างไม่ถูกต้อง

ผมคงไม่ต้องเสียเวลาอธิบายอะไรมากนัก ถ้าผู้เขียนจะบอกว่า เรื่องที่เขาเขียนเป็นเพียงนิยายที่เขียนขึ้นมาเพื่อความบันเทิง แต่หน้า “ข้อเท็จจริง” ได้สรุปว่า “ผลงานทางศิลปะสถาปัตยกรรม เอกสารและพิธีกรรมลับต่างๆ ที่บรรยายไว้ในนวนิยายเล่มนี้ถูกต้องตามความเป็นจริงทั้งสิ้น ผู้เขียนอ้างว่าข้อมูลที่เขาหามาได้เป็นความจริง และมีเชิงอรรถอ้างอิงเป็นระยะ ๆ ตลอดทั้งเล่ม ทำให้ผู้อ่านเกิดความเชื่อถือ แต่เมื่ออ่านตลอดทั้งเล่ม และมาถึงหน้า “หมายเหตุผู้แปล” ผู้แปลได้สรุปคำตอบของผู้เขียนต่อสื่อมวลชนว่า “ความลับที่เขาเอามาเปิดเผย ในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ซุบซิบกันมาหลายศตวรรษ ตามที่กล่าวแล้วไม่ใช่เรื่องที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่แม้เขาจะยอมรับว่าอาจจะเป็นครั้งแรกที่ความลับที่ว่าถูกเปิดเผยในรูปแบบของนวนิยายตื่นเต้นเร้าใจ แต่ประเด็นนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลย” ในเมื่อข้อมูลที่เขาได้รับมานั้นเป็นเรื่องซุบซิบ ก็ไม่นาเชื่ออย่างที่ได้กล่าวไว้ในตอนแรกและเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลงแล้วก็พบว่าความลับที่ตัวเอกของเรื่องพยายามแสวงหานั้นก็ยังคงเป็นความลับอยู่ดีและผู้เขียนได้พยายามเอาเรื่องซุบซิบมาทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องจริงอีกทั้งเอกสารบางอย่างที่ผู้เขียนนำมาอ้างนั้นก็เป็นข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ เป็นการตัดตอนข้อมูลทางวิชาการมาเพียงบางส่วนเท่านั้น

ผู้เขียนได้กล่าวอ้างไว้ในหน้า 274 ว่า “คอนสแตนตินทรงมีบัญชาให้ประชุมชำระคัมภีร์ไบเบิลฉบับใหม่ พร้อมทรงออกพระราชทรัพย์สนับสนุน พระคัมภีร์ฉบับใหม่นี้ตัดพระประวัติที่กล่าวถึงลักษณะความเป็นมนุษย์แห่งพระคริสต์ทิ้งไป และเพิ่มเติมสีสันพระประวัติที่ทำให้พระองค์ดุจพระเจ้า” สำหรับผู้ที่อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ด้วยตนเอง ก็จะเห็นอย่างชัดเจนว่าการเป็นมนุษย์ของพระเยซูนั้นมีความสำคัญมาก ผู้เขียนพระธรรมยอห์น ได้กล่าวอย่างหนักแน่นว่า พระเยซูทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ “พระวาทะทรงเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา” (พระคริสตธรรมคัมภีร์ยอห์น บทที่ 1 ข้อ 14) พระวาทะในที่นี้หมายถึงพระเยซู นอกจากนั้นอาจารย์เปาโลก็ได้ยืนยันอย่างเดียวกันในพระธรรมฟีลิปปี “แต่ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาสทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์”(พระคริสตธรรมคัมภีร์ฟีลิปปี บทที่ 2 ข้อ 7) และถ้าเราจะอ่านเรื่องราวของพระเยซูในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม เราจะเห็นความเป็นมนุษย์ของพระเยซูอยางชัดเจนคือ พระองค์ทรงต้องต่อสู้กับความรู้สึกกลัวที่จะถูกตรึงบนไม้กางเขน ที่สวนเกทเสมนีพระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกว่า “ใจเราเป็นทุกข์แทบจะตาย จงเฝ้าอยู่ที่นี่เถิด” (พระคริสตธรรมคัมภีร์มาระโก บทที่ 14 ข้อ 34)พระองค์ต้องทนทุกข์ทั้งฝ่ายร่างกายและจิตใจ พระองค์ทรงเผชิญกับความเครียดในการตัดสินใจที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา เมื่อพระองค์ถูกเฆี่ยน พระองค์ก็ทรงเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ พระองค์ก็ทรงร้องเสียงดัง พระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ได้ปิดบังความเป็นมนุษย์ของพระองค์เลย ในขณะเดียวกันก็ได้สะท้อนให้เห็นความเป็นพระเจ้าของพระองค์ สำหรับหลักคำสอนของคริสเตียนแล้วพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า 100% และเป็นมนุษย์ 100% เราอาจจะไม่สามารถอธิบายความจริงประการนี้ได้ตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าเราจะพิจารณาตามแนวคิดทางสังคมวิทยา เราก็อาจจะพอเห็่นความเป็นไปได้ เช่น ผู้ชายคนหนึ่งสามารถ เป็นลูก เป็นพ่อ เป็นสามี ได้ในเวลาเดียวกัน

และพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ไม่สามารถโกหกได้ เพราะมีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับชีวิตและคำสอนของพระเยซูถึงสี่เล่มด้วยกัน และข้อมูลปลีกย่อยของทั้งสี่เล่มนี้มีที่ไม่เหมือนกัน แต่คริสตจักรยุคแรกก็ไม่ได้ตัดความแตกต่างกันทิ้งไป แสดงว่าคริสตจักรยุคแรกก็ยอมรับความแตกต่างได้ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตัวละครสำคัญในหนังสือทื่ชื่อทิบบิงกล่าวหา นอกจากหนังสือทั้งสี่เล่มนี้แล้ว ก็ยังมีหนังสืออีกจำนวนมาก ที่ไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์ที่เขียนเกี่ยวกับพระเยซู หนังสือเหล่านี้มีอยู่มาก จนคริสตจักรยุคแรกไม่สามารถนำมารวบรวม ให้อยู่ในพระคัมภีร์ทั้งหมด เอกสารโบราณของพระธรรมยอห์น ที่ถูกค้นพบตามหลักฐานทางโบราณคดีนั้น พบว่าอายุอยู่ในปี ค.ศ. 125 ซึ่งเก่าแก่กว่าสมัยกษัตริย์คอนสแตนตินมาก ในช่วงเวลานั้นคริสเตียนยังไม่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองใด ๆ ยังเป็นช่วงที่คริสเตียนถูกข่มเหง และถูกตามล่าจนต้องหนีไปตามที่ต่าง ๆ จึงเป็นไปได้ยากที่คริสจักรยุคแรกจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลในพระคัมภีร์

เรื่องการเป็นมนุษย์กับพระเจ้าของพระเยซูคริสตว่าแท้ที่จริงพระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ได้เน้นว่า การเป็นพระเจ้าของพระเยซูสำคัญกว่าการเป็นมนุษย์ของพระเยซู และพระคัมภีร์ที่เรามีอยู่นี้ไม่ได้ตัดทิ้งข้อความที่แตกต่างกัน ผู้คัดลอกในอดีตนั้นได้ยังคงรักษาความแตกต่างของพระธรรมแต่ละเล่มไว้ การที่ผู้แต่งหนังสือรหัสลับดาวินชี กล่าวอ้างว่า คอนสแตนตินเป็นผู้ทำการเปลี่ยนแปลงพระคัมภีร์นั้นไม่เป็นความจริง

เนื้อหาอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญซึ่งผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ พยายามจะนำมาเผยแพร่คือ พระเยซู มีความสัมพันธ์กับแมรี่ แม็กดาลีน หรือ นางมารีย์ ชาวมักดาลา ตามชื่อในพระคัมภีร์ และได้บอกว่า นางแมรีได้แต่งงานกับพระเยซคริสต์และนางคือโฮลีเกรล (จอกศักดิ์สิทธิ์) ซึ่งเป็นความลับที่คนในสมัยโบราณพยายามค้นหาและบอกอีกว่า ดาวินชี พยายามอธิบายความลับนี้ผ่านการวาดภาพเดอะลาสต์ซัปเปอร์ ที่มีชื่อเสียงโดยอ้างว่า มีผู้หญิงผมสีแดงนั่งอยู่ในตำแหน่งอันทรงเกียรติตรงขวามือของพระเยซู

ตัวละครคนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่ชื่อทีบบิงได้กล่าวอ้างว่า “พระเยซูในฐานะชายผู้แต่งงานแล้ว ดูมีผลมากกว่าทัศนะของไบเบิล ตามมาตรฐานเดิมที่ว่าองค์พระเยซูเป็นคนโสด” ข้อเสนอของทีบบิงดูมีเหตผล ในแง่ที่ว่าผู้ชายในสมัยก่อนนั้นน่าจะแต่งงานมากกว่าไม่แต่งงาน เป็นความคิดเห็นที่ไม่ต้องค้นคว้าหรือใช้ข้อพิสูจน์อะไรให้ยุ่งยาก แต่เป็นข้อสังเกตที่ช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน เข้าทำนองเดียวกับที่จะบอกว่า ผู้ชายไทยทุกคนต้องแต่งงานโดยไม่คำนึงถึงว่า มีผู้ชายจำนวนมากในประเทศไทยที่ตั้งใจบวชเป็นพระสงฆ์และไม่แต่งงานตลอดชีวิต

สำหรับคนยิวนั้น ผู้นำทางศาสนาตั้งแต่สมัยพันธสัญญาเดิมจะแต่งงานหรือไม่แต่งงานก็ได้ ในสมัยบาบิโลนยึดครองกรุงเยูรซาเล็มมีผู้เผยพระวจนะที่สำคัญคือ เยเรมีย์ และเอเสเคียล พระเจ้าห้ามไม่ให้เยเรมีย์แต่งงานเพื่อเป็นหมายสำคัญแสดงว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงและร้ายแรงเกินกว่าจะมีเวลามีครอบครัว สวนเอเสเคียลนั้นมีภรรยา แต่เมื่อภรรยาเสียชีวิตก็ไม่ไดัรับอนุญาตให้ไว้ทุกข์ เพื่อแสดงว่าภัยพิบัติสมัยนั้นรุนแรงจนกระทั้งไมมีเวลาไว้ทุกข์ให้กับคนในครอบครัว พระเยซูคริสต์ตระหนักถึงภาระกิจที่สำคัญูของพระองค์คือ การถูกจับตรึงบนไม้กางเขน ดังนั้นจึงไม่ทรงเลือกที่จะมีครอบครัว แท้จริงพระองค์ไม่ได้ต่อต้านการแต่งงาน พระองค์ถือว่าการไม่แต่งงานเป็นขอประทานพิเศษจากพระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงสอนเรื่องการหย่าร้าง พวกสาวกบางคนก็คิดว่าจะไม่แต่งงานพวกเขาพูดว่า “ถ้าลักษณะสามีภรรยาเป็นอย่างนั้น ไม่แต่งงานยังจะดีกว่า” พระองค์ทรงตอบว่า “ไม่ใช่ทุกคนจะรับคำสอนนี้ได้ ยกเว้นคนที่พระเจ้าประทานให้เท่านั้น เพราะคนที่เป็นขันทีตั้งแต่เกิดก็มี คนที่มนุษย์ทำให้เป็นขันทีก็มี คนที่ทำตัวเองให้เป็นขันทีเพราะเห็นแก่แผ่นดินสวรรค์ก็มี ใครรับได้ก็ให้รับเอาเถิด (มัทธิว19:10-12)

ข้ออ้างของทีบบิงอีกประการหนึ่ง นำมาจากหนังสือนอกสารบบของพระคัมภีร์ชื่อว่า “พระประวัติฉบับของฟีลิป” (The Gospe of Philip) เนื้อหาตอนหนึ่งที่ยกมาคือ “และเพื่อนแห่งพระผู้ช่วยให้รอดคือ แมรี่ แม็กดาลีน พระคริสต์รักเธอมากกวาอัครสาวกอื่นทั้งมวล และทรงเคยจุมพิตเธอที่โอษฐ์อยู่บ่อยครั้ง อัครสาวกที่เหลือขุ่นเคืองด้วยเหตุนี้ และแสดงความไมเห็นด้วย พวกเขากล่าวกับพระองค์ว่า ทำไมพระองค์จึงรักเธอมากกว่าพวกเราทุกคน” ทีบบิงอ้างว่า คำว่าเพื่อนในยุคนั้นหมายถึงคู่แตงงาน ถ้าการตีความหมายเช่นนี้มีความเป็นไปได้ ยังมีคำถามต่อไปว่า ทำไมอัครสาวกอื่นจึงไม่พอใจหรือขุ่นเคืองด้วย ในเมือแมรี่ แม็กดาลีนเป็นภรรยาของพระเยซูจริงๆ

นอกจากนี้ทีบบิงยังได้อ้างเอกสาร ที่อยู่นอกสารบบพระคัมภีร์อีกเล่มชื่อ “พระประวัติฉบับของ แมรี แม็กดาลีน” และได้ ยกเนื้อความตอนหนึ่งมาเพื่อชี้แจงว่า ปีเตอร์หรือเปโตรอัครสาวกของพระเยซู เป็นปรปักษ์กับแมรี่ แม็กดาลีนเพราะความอิจฉา กล่าวอ้างพระเยซูเป็นผู้มอบทิศทางการสร้างคริสตจักรให้กับแมรี่ ไม่ใช่ให้กับปีเตอร์ และอ้างว่าพระเยซูฝากอนาคตคริสตจักรไว้กับผู้หญิง ทีบบิงยังกล่าวต่อไปว่า แมรี่มาจากราชวงศ์แห่งเบนจามิน และกล่าวหาว่าคริสตจักรปิดบังเรื่องนี้ และทำให้แมรี่ แม็กดาลีนเป็นหญิงโสเภณี อีกทั้งยังกล่าวหาคริสตจักรว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์และปิดบังเรื่องพระเยซูมีโอรสกับแมรี่ และพยายามอธิบายด่อว่า คำว่า ซานเกรียล มาจาก ซอง เกรียล หรือ โฮลี่เกรล แต่ถ้าแบ่งแบบภาษาโบราณจะเป็นสองคำที่มีความหมายว่าสายเลือดเชื้อพระวงศ์

แท้จริงเรื่องราวของแมรี่ แม็กตาลีน หรือ นางมารีย์ ชาวมักดาลานี้ เป็นบุคคลที่พระคัมภีร์ให้ความสำคัญคือ เป็นสาวกหญิงบุคคลแรกของพระเยซู (มาระโก 15:40-41,47;16:1 มัทธิว 27:55-56,61;28:1;ลูกา 8:2-3. 24:10) เป็นไปได้ว่าแมรี่จะเป็นหัวหน้ากลุ่มสตรี ที่เป็นสาวกของพระเยซูกลุ่มหนึ่งคือ ผู้ที่ติดตามและปรนนิบัติพระเยซูอยู่สม่ำเสมอดลอดเวลา ที่ทรงกระทำพันธกิจที่กาลิลีจนถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ และต่อจากนั้นลูกาได้บันทึกว่าไม่เพียงพวกผู้หญิงเหล่านี้จะติดตามและปรนนิบัติพระเยซูเท่านั้นพวกเธอยังออกค่าใช้จ่ายต่างๆด้วย

ในเวลาต่อมาพระองค์เสด็จผ่านหมู่บ้านและเมืองต่าง ๆ ทรงประกาศและเผยแพร่ข่าวดีเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า สาวกสิบสองคนนั้นก็อยู่กับพระองค์ พร้อมกับผู้หญิงบางคนที่ได้รับการรักษาให้พ้นจากวิญูญูาณชั่วและโรคภัยต่างๆ ได้แก่มารีย์ที่เรียกกันว่าชาวมักดาลา คนที่มีผีเจ็ดตนออกจากตัว โยอันนาภริยาของคูชาซึ่งเป็นหัวหน้ากรมวังของเฮโรด สุสันนา และหญิงคนอื่นๆอีกหลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยทรัพย์สิ่งของของพวกนาง (ลูกา 8:1-3)

จากพระธรรมตอนนี้จะเห็นว่า แมรี่ แม็กดาลีนได้รับการรักษาที่เคยมีผีเจ็ดตัว ไม่ใช่ผู้ที่เคยเป็นหญิงโสเภณี นอกจากนั้นพระคัมภีร์ยังบันทึกว่า เธอคือบุคคลสำคัญที่เป็นพยานถึงการตายของพระเยซู (มาระโก 15:40-41, 47; มัทธิว 27:55-56,61;ลูกา 23:49,55-56;ยอห์น 19:25) เธอเป็นคนแรกที่ ไปถึงอุโมงค์ และพบอุโมงค์ว่างเปล่า (มาระโก 16:1-6;มัทธิว 28:1 6; ลูกา 24,11-3, 10; ยอห์น 20:1-2) เธอเป็นผู้รับข่าวสาร หรือได้เห็นพระเยซูเป็นขึ้นจากความตายเป็นคนแรก และนำข่าวนี้ไปบอกกับพวกคนอื่น (มาระโก 16:6-71,มัทธิว 28:5-9; ลูกา 24:4-10) ตามการบันทึกใน ยอห์น 20:11-18) พระเยซูที่เป็นขึ้นจากความตายได้ปรากฏกับเธอก่อนและตรัสกับเธอเกี่ยวกับการเสด็จขึ้นสวรรค์

ที่จริงแมรี่ แม็กดาลีน เป็นหญิงโสเภณีหรือไม่นั้น ในพระคัมภีร์ไม่ได้บอกไว้ชัดเจน แต่ที่รู้แน่ก็คือพระเยซูคริสตไม่ได้รังเกียจหญิงโสเภณี ทรงสนทนากับหญิงโสเภณีชาวสะมาเรีย ทรงอนุญาตให้หญิงโสเภณีชโลมพระบาทของพระองค์ ลำดับ ฯ วงศ์ตระกูลของพระเยซูในพระธรรมมัทธิวก็มีชื่อของนางราหับซึ่งเคยเป็นหญิงโสเภณี การที่อ้างว่าคริสตจักรพยายามลดบทบาทแมรี่ แม็กดาลีนโดยทำให้เธอเป็นหญิงโสเภณีจึงฟังไม่ขึ้น

ถ้าเราพิจารณาการบันทึกเรื่องราวของพระคัมภึร์ตลอดทั้งเล่ม จะเห็นว่าพระคัมภีร์ได้ยกย่องแมรี่ แม็กดาลีนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อมายกย่องเธอ และการที่เธอจะแต่งงานหรือไม่ได้แต่งงานกับพระเยซูก็ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหาความเชื่อของคริสเตียน เพราะการแต่งงานไม่ได้ทำให้พระองค์เสื่อมเสีย ในทางตรงกันข้ามการบันทึกเรื่องราวของปีเตอร์ หรือ เปโตรกลับเป็นลบมากกว่า คือเปโตรปฏิเสธพระเยซูถึงสามครั้ง และถูกเปาโลตำหนิอย่างรุนแรงที่ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน เพราะเมื่อคนยิวมาเปโตรก็ไม่นั่งกินกับคริสเตียนต่างชาติ

สรุปข้ออ้างอิงหลายอย่างที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้เป็น ข้อมูลจากการสันนิษฐานเท่านั้น ไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างหนักแน่น พระคริสตธรรมคัมภีร์และ คริสตจักรไม่เคยปฏิเสธ แมรี่ แม็กดาลีนเลย ที่จริงคริสตจักรในนิกายโรมันคาทอลิกยกย่องนางเป็นเซนต์เสียด้วยซ้ำ และคริสตจักรไม่เคยดูถูกผู้หญิงอย่างที่หนังสือกล่าวหา ที่จริงนางมารีย์ พระมารดาของพระเยซูคริสต์ก็ได้รับการยกย่องอย่างมากในคริสตจักรคาทอลิก หนังสือเล่มนีได้ท้าทายให้คริสเตียนไทยและผู้ที่สนใจให้ค้นหาความจริงทางวิชาการมากขึ้น มีหนังสือที่ให้ข้อมูลเบื้องหลังเกี่ยวกับพระคริสตธรรมอย่างมากมายท่าน น่าจะหาเวลาอ่านหนังสือเหล่านี้ให้มากขึ้น.


ที่มา : www.christianthai.net


May, 2006

คริสตสัมพันธ์ ระหว่าง คาทอลิก กับโปรเตสแตนต์ : โดย โปรดปราน ( พีพี )

            “ดูเถิด ...ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เป็นการดีและน่าชื่นชมมากสักเท่าใด”  (สดุดี ๑๓๓.๑ ) และ พระเยซูเจ้าตรัสว่า“บุคคลผู้ใดสร้างสันติ  ผู้นั้นเป็นสุขเพราะว่าพระเจ้าทรงเรียกเขาว่าบุตร”  ( มัทธิว ๕.๙ )

            ฉันรับเชื่อเป็นคริสเตียน หลังจากจบจากมหาวิทยาลัย โดยไม่ได้เลือกนิกาย หรือคณะเอง เชื่อว่าพระเจ้าทรงวางฉันให้อยู่ในกรอบของโปรเตสแตนต์  เพรสไบทีเรียน  เมื่อเติบโต ขึ้นในความเชื่อ จึงทราบว่า คริสต์ ถูกแยก ออกเป็น ๓ นิกายใหญ่ๆ และมีกลุ่มอิสระอีกมากมาย นิกายของคริสต์ มี คาทอลิก  ออร์เทอดอกซ์ และ โปรเตสแตนต์  แล้วทั้งสามนิกาย ไม่กินเส้นกันอีก บ่อยครั้ง คริสตชน ต่างนิกายทะเลาะวิวาทกันอย่างเปิดเผยเป็นที่ติฉินนินทาแก่ ศาสนิกชนอื่นๆ ส่วนที่ไม่ทะเลาะกัน ก็ ขุ่นเคือง กัน ไม่อยากร่วมวิสาสะกัน ทั้งนี้เพราะ ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าความเชื่อ ความศรัทธาของตนเองเท่านั้นถูกต้อง ส่วน อีกสองนิกายนั้นความเชื่อผิดและคงจะไม่ได้รับความรอด ทั้งๆที่ ทั้งสามนิกาย ก็เชื่อจุดหลัก คือเรื่อง “พระตรีเอกภาพ” ต่างฝ่ายก็เชื่อว่าเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วได้รับความรอด หรือรับการไถ่โดยพระเยซูคริสต์ ฝ่ายจิตวิญญาณจะไปอยู่กับพระเจ้านิรันดร์

            ฉันมักคิดและถามตัวเอง ว่า  เมื่ออยู่จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า ฉันจะตอบคำถามพระองค์อย่างไร ถ้าพระบิดาตรัสถามว่า “ทำไมคริสตชนทุกๆนิกายเป็นพี่-น้องกันจึงไม่คืนดีกัน ตอนมีชีวิตในโลกนี้ หรือทำไมไม่พยายาม คืนดีกัน แล้วคำเทศนา หรือสิ่งที่ที่พวกเจ้าพล่ามสอนกันน่ะ ได้นำไปใช้ในชีวิตกันบ้างไหม ....หรือในขณะที่พวกเจ้ารับบัญชาของเราประกาศสั่งสอน ข่าวดี เรื่องความรักที่พระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่พวกเจ้าให้รอด  ข่าวดีนี้เป็นข่าวแห่งการคืนดีระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า โดยให้พระเยซูคริสต์ เป็นคนกลาง  และเป็นข่าวแห่งการคืนดีของมนุษย์เองด้วย...พวกเจ้าทำการประกาศให้คนจำนวนมากลับใจใหม่  แต่พวกเจ้าเองเป็นคนหน้าซื่อใจคดไหม หน้าไหว้หลังหลอกไหม ฯลฯ” คำถามลักษณะนี้ติดค้างอยู่ในจิตใจ ตลอดมา

ฉันเรียนรู้ว่า การสร้างสันติภาพ คือการคืนดีเป็นสิ่งที่ยากมาก เมื่อต้นปี ๒๐๐๒ มีการฉลองครบรอบ  ๑๐๐ ปี ของการก่อตั้งรางวัลโนเบล  ....ตลอด หนึ่งร้อยปี สาขาที่ล้มเหลว คือ “สาขาสันติภาพ” แค่คนที่มีความพยายามจะสร้างสันติภาพยังได้รับรางวัลโนเบล แม้ว่าสันติภาพไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ

              ดังนั้น เรื่องของ “คริสต์ศาสนสัมพันธ์” คือ ความเป็นเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย ในพระกายของพระเยซูคริสต์ ในประเทศไทย ณ เวลานี้ คาทอลิก และโปรเตสแตนต์  ได้พยายามอย่างมากทีเดียว  ที่จะนำพระกายของพระเยซูเจ้าที่แตกหัก มีรอยร้าว มาประสานกัน  ซึ่งเริ่มกันตั้งแต่ร่วมกัน อธิษฐานภาวนาสากล เพื่อเอกภาพ ในเดือนมกราคมของทุกปี  การเข้าค่ายสัมมนาหลักข้อเชื่อของ บรรดาเณรแสงธรรม และนักศึกษาพระคริสตธรรม  ซึ่งเป็นการเพาะเมล็ดแห่งการคืนดี แสวงหาแนวทางสมานฉันท์ ระหว่างอนาคตผู้นำของพระศาสนจักร และคริสตจักรได้เกิดขึ้นแล้ว พวกเรากำลังเรียนรู้ว่า ถึงแม้เราแตกต่างกันหลายอย่าง แต่ไม่จำเป็นต้องแตกแยก  พวกเราสามารถเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ในท่ามกลาง ความหลากหลาย

เบื้องหลัง การพัฒนาของเอกสัมพันธ์

              คำนิยามของ Ecumenism มาจากภาษากรีก OIKOUMENE_-- oikos + mene ( household + manage ) โลกทั้งใบคือบ้านของพระเจ้า  มาดูด้านพระคัมภีร์ ในหนังสือ ยอห์น ๑๗.๒๑ “เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” เหมือนพระเยซูคริสต์ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา คำอธิษฐานนี้ ทำให้เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า และการเชื่อฟังของพระคริสต์ พระบิดา ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระบุตร เหมือนที่อัครทูตเปาโลได้อธิษฐานระหว่างท่านเองกับคริสตจักร (พระศาสนจักร) คือ มีความคิดอย่างเดียวกัน มีความรักอย่างเดียวกัน มีใจรู้สึกและคิดพร้อมเพรียงกัน” ( ฟป.๒.๒ )    ในเมื่อคริสตชนมีหลากกลุ่มคณะหรือนิกาย จึงขอเสนอ แนวทางของคริสตสัมพันธ์ ขอให้ยึดหลักข้อเชื่อหมายถึงประกาศความเชื่อความศรัทธาดังนี้

๑ เชื่อในเรื่องพระตรีเอกภาพ(คาทอลิก) หรือพระตรีเอกานุภาพ (โปรเตสแตนต์) คือ
-พระบิดา คือ พระผู้สร้าง
-พระบุตร คือ ผู้ทรงไถ่/ผู้ไถ่กู้
-พระจิต(คาทอลิก)หรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ (โปรเตสแตนต์) คือ ผู้สถิตและช่วยมนุษย์

๒ เชื่อในสากลคริสตจักร( พระศาสนจักร)บริสุทธิ์ซึ่งมีพระเยซูคริสต์เป็นประมุข และเชื่อในการร่วมสมานฉันท์ระหว่างธรรมิกชน( คริสตชน )

๓ เชื่อว่ามีวันพิพากษา มนุษย์ทุกคนทั้งผู้ที่มีชีวิตอยู่และผู้ที่ตายไปแล้วต้องกลับมารับการพิพากษาพร้อมกัน

๔ เชื่อว่ามีสวรรค์นิรันดร
นอกจากนี้ก็ยอมรับหลักข้อเชื่อสากลร่วมกัน ๓ บท คือ หลักข้อเชื่อของอัครสาวก
(Apostles’Creed ) หลักข้อเชื่อไนเซีย ( Nicene Creed ) และหลักข้อเชื่ออะทาเนเซียน
(Athanasian Creed )

แนวทางของคริสต์สัมพันธ์ ระหว่างคาทอลิก และโปรเตสแตนต์

ฉันขอเสนอแนวทางที่คิดว่าปฏิบัติได้ไม่ยาก หากตั้งใจ จะแก้ไขความผิดพลาดที่ผ่านมา ดังนี้

๑.เปลี่ยนจากคู่แข่ง มาเป็นผู้ร่วมมือกัน

   ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง นิกาย หรือคณะนั้น บ่อยครั้งเกิดจากการแข่งขัน ของกลุ่มคริสตชน ยกตัวอย่างในกลุ่มคริสเตียน คณะต่างๆ มีการประกาศ ข่าวดี หรือแพร่ธรรมทับเส้นกัน หรือบางครั้งถึงกับแย่งลูกแกะ ความจริงแล้วการที่พวกเราใส่ร้าย ป้ายสีกันเองมากเท่าไหร่ เป็นการ นำความเสื่อมเสียให้กับ คริสตชนทั้งหมด พวกเราไม่จำเป็นต้องแข่งขันกัน ไม่จำเป็นต้องอวดว่ากลุ่มเราดีกว่ากลุ่มอื่นๆ  เพราะยังมีพันธกิจมากมายในสังคม  คนไทยเกือบ ร้อยเปอร์เซนต์ ไม่ได้รู้จักพระเจ้า ยังไม่ได้รับความรอดโดยโลหิตของพระเยซูคริสต์  มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือของคนในสังคมทุกหัวระแหง พวกเราควรจะจับมือทำงานด้วยกัน  ประกาศพระนามพระเยซูเจ้าด้วยกันเพราะทั้งคริสตังและคริสเตียนรับใช้ เจ้านายองค์เดียวกัน

๒.เลิกตำหนิ ติเตียนกัน หันมาเสวนาแทน

            ควรลบภาพของคริสตชนในอดีต ที่เคยขัดแย้งกัน หรือการ มีอคติ ต่อคริสตชน กลุ่มอื่นๆคือเชื่อว่า ความเชื่อของตนเองจริง  แล้วประณามว่าความเชื่อของนิกายอื่นหรือคณะอื่น เท็จ/ผิด  เรา ควรเปลี่ยนมาเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดกัน โดยเฉพาะในประเทศไทยคริสตชนคือ คนกลุ่มน้อยในสังคม คริสต์ศาสนา ถูกมองว่าเป็นศาสนาของฝรั่ง  เราต้องหันมาพูดคุยกัน ว่าทำอย่างไร ที่ จะให้มีความเข้าใจว่า คริสต์ศาสนา เกิดในเอเชีย และ “พระเยซูเจ้า” เป็นคนเอเชีย ในท่ามกลางสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น การรับข้อมูลข่าวสารหลากหลายขึ้น ผู้รับ ก็มีหลาย วัฒนธรรม หลากภาษา และลัทธิความเชื่อ ดังนั้นเป็นความจำเป็นที่ คริสตชน  คือ ระหว่าง คาทอลิก และโปรเตสแตนต์ ต้องเสวนาเพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หาแนวทางในการเป็นพระฉายของพระเจ้า เป็นตัวแทนของพระเยซูคริสต์  ร่วมกันทำพันธกิจของพระองค์

๓.เลิกแยกตัว หันมาร่วมมือกัน

                ปัจจุบันในสังคมไทยของเรามักจะมีการพูดถึงการเคลื่อนไหวของประชาชน ( people movement ) ซึ่งมีหลายกลุ่มด้วยกัน โดยเฉพาะกลุ่ม “เอ็น  จี โอ” มีการเคลื่อนไหวระดับต่างๆ เช่นในอดีต มี  การเคลื่อนไหว เพื่อประชาธิปไตย  ขณะนี้มีเคลื่อนไหวเรียกร้องของกลุ่ม ครู กลุ่มคุณสนธิ กลุ่ม เอฟ ที เอ ฯลฯ การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิต่างๆ ของประชาชน มีมากยิ่งขึ้น ดังนั้นมาดูในกลุ่มคริสตชนเอง ในเมื่อเราเป็นชนกลุ่มน้อยของสังคม ถ้าแยกตัวกัน หรือต่างคนต่างอยู่ จะเป็นผลเสียมากกว่า เพราะการรวมกลุ่มกัน ก็สามารถต่อรอง บางสิ่ง บางอย่างได้ หรือพวกเราสามารถ เป็นตัวแทนของกลุ่มความเชื่อได้ โดยเฉพาะคริสตชนเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคมไทย จากการร่วมมือกัน  สามารถนำการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ หรือสามารถเป็นเครื่องต่อรองของสังคม เช่นมีสิทธิ์ มีเสียง ในการ ออกกฏหมาย  การให้คำแนะนำแก่สังคม  การเป็นผู้นำของสังคม หรือชุมชน ตามคำสอนของพระเยซู เจ้า

๔.ไม่แยกเป็นส่วนๆ แต่จะเป็นหนึ่งเดียวกันกับสิ่งที่พระเจ้าสร้าง

          เมื่อมองว่า เรื่อง oikoumene คือบ้านของพระเจ้า ดังนั้นโลกใบนี้ไม่ใช่ เป็นของมนุษย์อย่างเดียว แต่เป็นของสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างด้วย  ด้านเอกสัมพันธ์มองถึง การปรองดอง ความสัมพันธ์ ระหว่าง มนุษย์ คือ ชาย และ หญิง ความกลมกลืนกันระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง ซึ่งเรื่องเอกสัมพันธ์ไม่มองเพียงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างมนุษย์ด้วยกัน แต่มองถึงความเป็นหนึ่งเดียวของการทรงสร้างทั้งหมด  ภาษาของนักสิทธิสตรี บอกว่า จากครรภ์ ถึงหลุมฝังศพ

       หลายปีมาแล้ว ฉันเชิญเพื่อนคนภาคกลางคนหนึ่ง ไปรับประทานอาหารที่บ้าน เนื่องจากเราเป็นคนปักษ์ใต้ จึงปรุงอาหารภาคใต้ หลายอย่าง  มีแกงส้มด้วย  แต่เพื่อนบอกว่า ไม่ใช่ แกงส้ม เธอพยายาม ยัดเยียดให้เรียกว่า “แกงเหลือง” เธอบอกสูตรของแกงส้ม ว่าต้อง มีส่วนผสม อย่างไร ... ฉัน ก็ยืนยันสูตร แกงส้ม ของคนภาคใต้ไป ในที่สุด เราจบลงทางใครทางมัน จนบัดนี้ ฉัน และสมาชิกที่บ้านไม่เรียก  แกงส้มของคนปักษ์ใต้ ว่า “แกงเหลือง” ตามที่ เพื่อนรักเรียก และยัดเยียดให้เรียก ทั้งที่ทราบว่าคนภาคอื่นๆ เรียกแกงส้มของคนภาคใต้ว่า “แกงเหลือง”  ซึ่งฉันทราบดีว่า ส่วนผสมของแกงส้มของคนภาคใต้ กับแกงส้มของคนภาคอื่นๆต่างกัน หลายอย่าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด มาดูสิ่งที่เหมือนกัน เช่น มีเนื้อปลา/กุ้ง มีผัก มีพริกแกง มีหอมแดง มีเกลือ มีกะปิ มีมะขามเปียก (หรือพืชที่ให้รสเปรี้ยว ) เป็นต้น ที่ต่างกันชัดเจนคือ แกงส้มของคนภาคใต้ มี ขมิ้น  จึงทำให้แกงส้มของเขาสีเหลืองอ๋อยที่ทำให้คนอื่นเรียกแกงเหลือง!!??

                เรื่อง แกงส้ม หรือแกงเหลือง ก็มุ่งไปหาเป้าหมายเดียวกัน ให้ข้อคิดแก่ฉันว่า เราควรยอมรับกัน ว่าแม้เรียกชื่อเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นใช้สูตรเดียวกัน คือพวกเราควรยอมรับคนอื่นในความแตกต่าง เราต้องคุยกันว่า แต่ละกลุ่ม เรามีอะไรที่เหมือนกันบ้าง เพื่อเราจะจับมือเดินไปด้วยกัน ตามพระมรรคาของการรับใช้องค์พระเยซูเจ้า และในส่วนที่แตกต่าง เราควรยอมรับถึงเบื้องหลังของกันและกัน เพราะเราคริสตชน ทุกนิกาย หรือคณะ คือลูกของพระเจ้า  ราคาชีวิตของเราแต่ละคน ไม่ว่าจะอยู่ในกรอบนิกายใด เท่ากับ ชีวิตพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน “เพราะว่าค่าจ้างแห่งความบาปคือความตาย” 

  ดังนั้น  ตามความคิดของ คริสตสัมพันธ์ยุคใหม่ คริสตชน ทุกนิกาย หรือทุกคณะ ถึงแม้ว่าเรามีหลักศาสนศาสตร์ ( เทวศาสตร์ )ที่ต่างกัน ให้เรากลับมาหากัน ในหลักของ พระตรีเอกภาพ เราต้องร่วมมือกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน ในองค์ พระเยซูคริสต์ พระมหาไถ่ของพวกเรา  ถึงแม้พวกเราแตกต่างกัน ในวิธีปฏิบัติ ที่ทำให้เราใกล้ชิดกับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากขึ้น หรือเรามีวิธีที่ทำให้เราเข้าถึงพระทัยของพระเยซูเจ้า หรือพระจิตทรงเคลื่อนไหว ในชีวิตเราแต่ละนิกายในรูปแบบที่ต่างกัน  พวกเรายังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่สามารถร่วมมือกันได้ เพราะเรารับใช้ พระผู้ไถ่องค์เดียวกัน เราต้องมาพิจารณาดูว่า เราเหมือน หรือคล้ายกันบ้าง แล้ว เริ่มต้นจากจุดนั้น เพราะสิ่งที่เราเหมือนกันนั้น คือ พระเยซูคริสต์ ที่เป็นศูนย์กลางในชีวิตและพันธกิจของพวกเรา  ผู้รับใช้พระเจ้า “บาทหลวง และศิษยาภิบาล”


%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

( หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความของผู้เขียนที่ใช้พูดในค่าย สัมมนาหลักข้อเชื่อของคาทอลิก และโปรเตสแตนต์ แก่ เณรแสงธรรม และนักศึกษาพระคริสตธรรม ที่บ้านผู้หว่าน ระหว่างวันที่ 13-15 มกราคม 2006 )


End Note

      1. รางวัลโนเบลประกาศผลรางวัลในเดือนตุลาคมของทุกปี และจัดให้มีพิธีมอบรางวัลในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของอัลเฟรด โนเบล วิศวกรชาวสวีเดน ผู้ค้นพบวิธีการทำระเบิดไดนาไมต์  โนเบลเสียชีวิตเมื่อปี ๑๘๙๖ และรางวัลโนเบลถูกริเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๑๙๐๑  นายอัลเฟรด โนเบล ได้ค้าอาวุธจ น ร่ำรวยมาก เขา รู้สึกว่าตนทำบาป เพราะค้าอาวุธให้มนุษย์ฆ่าฟันล้มตายไป แล้วตนเองก็ร่ำรวย  ดังนั้นเขา อยากจะทำความดีกับมนุษยชาติ จึงสละมรดกจำนวน ๙๔เปอร์เซนต์ให้มูลนิธิ ไปหาดอกผลมาเป็นรางวัลให้แก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์แก่มนุษยชาติ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติคุณ  แก่ผู้ที่ทุ่มเทกำลังกาย กำลังสมอง และเริ่มค้นคิด หรือขีดเขียน อันก่อให้เกิดประโยชน์แก่มนุษยชาติ หรือทำให้เกิด ความสันติสุขแก่มนุษยชาติ

        2. พระคริสตธรรม ( seminary ) สถาบันที่อบรม คริสเตียนที่รับกระแสเรียก เป็น ผู้รับใช้พระเจ้า ทำพันธกิจ ในโบสถ์คริสเตียน

@@: ตีพิมพ์ในอิสระรายปักษ์ ฉบับที่ 59 ปักษ์หลัง เดือน มกราคม 2006 หน้า 5-8


ที่มา : www.newmana.com

May, 2006

สิ่งล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ใน Narnia

ภาพยนต์เรื่องนี้ ดัดแปลงมาจาก The Lion, the Witch and the Wardrobe เป็นตอนที่ 2 ใน 7 ตอน ของนิยายคลาสสิกชุด The Chronicles of Narnia ของ C.S. Lewis หรือ Clive Staples Lewis (1898-1963)

นิยายคลาสสิกชุดนี้ ทำยอดขายได้กว่า 85,000,000 เล่มใน 29 ภาษา ทำให้เป็นหนังสือชุดที่ได้รับความนิยมสูงสุด เป็นรองเพียง Harry Potter ของ เจ.เค. โรว์ลิง เท่านั้น

---
ขอเตือนก่อนว่าใครยังไม่ได้ดูแล้วเกิดคิดจะไปดูให้คิดดูก่อนอ่านเพราะบทความนี้เล่าเรื่องให้ฟังตั้งกะต้นจนจบก็ว่าได้ แต่ถ้าใครคิดว่าจะอ่านเพื่อไปดูหนังเรื่องนี้ในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งผู้แต่งได้แฝงสารอะไรเอาไว้ก็อ่านได้ครับ
---

ก่อนอื่นเลย เรามาทำความรู้จักกับผู้แต่งเรื่องนี้ซักนิดนึง

 C.S. Lewis นักเขียนชาวอังกฤษ เกิดปี1898 ซึ่งเขาได้อยู่ในช่วงของสงครามโลกครั้งที่2ด้วย นอกจากนี้ เขายังเป็นนักเขียนหนังสือเกี่ยวกับศาสนามากมายหลายเล่ม โดยตัวเขาเองเมื่อวัยรุ่น ประกาศตนเป็น"อเทวนิยม"(ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า) แต่แล้วเมื่ออายุ33ได้กลับมานับถือคริสตศาสนา นิกายแองกลีกัน แต่เขามีแนวคิดเปิดกว้างกับนิกายอื่นๆ โดยเฉพาะนิกายโรมันคาทอลิค ที่เขามีความเชื่อในหลายๆเรื่องเช่นเรื่องไฟชำระ เขาได้เขียนหนังสือ Christian Reunion ที่วิพากวิจารณ์หลักในคริสตศาสนาทั้งที่เหมือนและแตกต่างในนิกายต่างๆ

ดังนั้น หากคุณเซริ์ชหาชื่อเขา คุณจะพบชื่อเขาอยู่ในเวบหนังสือคริสตศาสนามากมาย ซึ่งมันก็ไม่น่าแปลกอะไร หากแต่ว่าแม้แต่เรื่องนาร์เนีย โดยเฉพาะภาคที่นำมาสร้างเป็นหนังนี้ ก็มีขายหรือมีปรากฏอยู่ตามเวบคริสตศาสนาด้วย

เพราะที่จริง อัสลาน มีตัวตนจริงในโลกของเรา เขาได้มาในโลกเราแล้วจริงๆ เพียงแต่ใช้ชื่ออื่น

 

โลกนาร์เนียถูกสาปโดย แม่มดขาว ดูชื่อว่า อะไรขาวๆน่าจะเป็นคนดี แถมหน้าตาก็สวยงาม แต่ทว่า สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช้ตัวตัดสิน เพราะนิสัยที่อยากจะเป็นใหญ่ ทั้งที่ไม่มีใครเชิญ เราเรียกว่า"กบฏ" และนิสัยที่ล่อหลอกคนด้วยอาหารแบบนี้ ลูอิส ได้ต้นแบบมาจากใครคนหนึ่งที่เขาคุ้นเคยอย่างดี นั่นคือ "ลูชิเฟอร์" ทูตสวรรค์งดงามที่ชื่อแปลว่า"แสงสว่าง" หากแต่พฤติกรรมนั้นคือการอยากเป็นใหญ่และกบฏต่อพระเจ้า และนิสัยคือชอบล่อหลอกผู้อื่น ด้วยของที่ดูเย้ายวนชั่วครู่

เราจะเห็นว่าในหนัง เรียกพวกเด็กๆว่า ลูกชายของอาดัม และลูกสาวของอีฟ แน่นอนทีเดียวว่า ยายแม่มดขาวที่จ้องทำลายลูกหลานอาดัม ด้วยการล่อลวงโดยเฉพาะการใช้อาหารล่อ คือภาพของซาตานที่ปลอมมาเป็นงูในคริสตศาสนาที่ได้ล่อลวงบรรพบุรุษของเขาคือ อาดัมและอีฟด้วยผลไม้ในสวนเอเดนนั่นเอง

ผู้เขียนจงใจใช้สิ่งเดียวกันในการล่อ คือใช้อาหาร เพื่อสร้างภาพเดียวกัน อาหารเป็นเพียงสัญลักษณ์ แทนสิ่งเย้ายวนทางโลกที่มนุษย์พร้อมจะกระโจนเข้าหาและทรยศต่อความดีงามทั้งปวง ทั้งต่อเพื่อนมนุษย์และพระเจ้า ซาตานเองล่อลวงเย้ายวนมนุษย์ให้สิ่งต่างๆที่มนุษย์ต้องการจนดูราวกับเป็นความสุขทั้งๆที่จริงมันเกลียดชังมนุษย์

การที่นางและลูกหลานของอาดัมและอีฟต้องเป็นศัตรูกันก็ตามที่ในไบเบิ้ลได้เขียนไว้เมื่อซาตานได้ล่อลวงอีฟให้ทรยศพระเจ้าด้วยอาหาร ซึ่งเหมือนกับคำทำนายในนาร์เนียเช่นกันว่าผู้ที่จะมาปราบแม่มดขาวคือลูกหลานของอาดัมและอีฟ

ปฐมกาล3-15
เราจะให้เจ้า(ซาตาน)กับสตรีเป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของสตรีจะทำให้หัวของเจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ

และนางทำสิ่งเดียวกับที่ซาตานทำคือนำความหนาวเย็นไร้ชีวิต และความมืดมิดที่ดูขาวสวยงามมาสู่โลกทั้งหมด

 

หมาป่าตอแหล

ในหนังเราจะเห็นว่าสมุนของแม่มดขาวคือหมาป่า ซึ่งเป็นหมาป่าที่พูดมากจริงๆ และไม่ได้พูดธรรมดา มันพูดโกหก ขนาดเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นตอนหิมะละลาย ยังโกหกเด็กๆว่าแม่มดขาวเพียงแต่จะขอให้กลับไปเท่านั้น ทั้งที่จริงจะฆ่า หรือพูดจาให้เสียกำลังใจ อันจะเห็นว่าความร้ายของมันไม่ได้อยู่ที่การกัด แต่อยู่ที่การโกหกซะมากกว่า

ในคริสตศาสนาหมาป่าคือสัญลักษณ์ของสมุนซาตานที่ทำลายความเชื่อที่ถูกต้องและเป็นจอมหลอกลวง

มธ 7:15
จงระวังประกาศกเทียมซึ่งมาพบท่าน นุ่งห่มเหมือนแกะ แต่ภายในคือสุนัขป่าดุร้าย

ยน 10:11
เราเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี ผู้เลี้ยงแกะย่อมสละชีวิตเพื่อแกะของตน ลูกจ้าง ที่ไม่ใช่ผู้เลี้ยงแกะ และไม่เป็นเจ้าของแกะ เมื่อเห็นสุนัขป่าเข้ามา ก็ละทิ้งบรรดาแกะและหนีไป สุนัขป่าแย่งชิงแกะ และฝูงแกะก็กระจัดกระจายไป

กจ 20:28
ท่านทั้งหลายจงดูแลตนเองและฝูงแกะที่พระจิตเจ้าทรงแต่งตั้งท่านให้เป็นผู้ดูแล เพื่อเลี้ยงดูพระศาสนจักรของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงได้มาด้วยพระโลหิตของพระบุตร ข้าพเจ้ารู้ว่า เมื่อข้าพเจ้าจากไปแล้ว สุนัขป่าดุร้ายจะเข้ามาในกลุ่มของท่านและจะทำร้ายฝูงแกะ แม้ในกลุ่มของท่านก็จะมีบางคนลุกขึ้นกล่าวบิดเบือนความจริงเพื่อโน้มน้าวบรรดาศิษย์ให้ติดตามตน เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังไว้เถิด

 

อัสลาน-สิงโตที่เป็นกษัตริย์แห่งกษัตริย์

อัสลานในเรื่องนั้นไม่ใช่สิงโตธรรมดา เพราะมีทั้งพลังอำนาจพิเศษ แถมปรากฎตัวขึ้นมา แบบว่าอยู่ๆก็มา

เยเรมีย์ 25-38
พระองค์ทรงออกจากที่ซุ่มของพระองค์อย่างสิงห์หนุ่ม เพราะว่า แผ่นดินของเขาทั้งหลายเป็นที่ร้างเปล่า

เพราะแท้จริงแล้ว อัสลานของลูอิส คือภาพสะท้อนของ พระเยซูคริสต์ ผู้มีอีกพระฉายาหนึ่งว่า สิงห์แห่งยูดาห์

วิวรณ์5-5
ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดกับข้าพเจ้าว่า “อย่าร้องไห้เลย ดูเถิด สิงโตจากตระกูลยูดาห์ หน่อเนื้อเชื้อไขของกษัตริย์ดาวิดทรงได้รับชัยชนะแล้ว”

พระเยซูเจ้ามีเชื้อสายกษัตริย์ดาวิด มาจากตระกูลยูดาห์ ซึ่งในทางคริสตศาสนา คำว่า สิงห์แห่งยูดาห์ ก็จะหมายถึงพระเยซูเจ้าโดยทันที

ลูอิสจงใจให้อัสลานเป็นสิงโต แถมเป็นสิงโตที่รักเด็ก

มีทั้งความน่าเกรงขามที่แม้แต่แม่มดขาวเองยังกลัว และมีทั้งความอบอุ่นอ่อนโยนที่เด็กๆเข้าหาได้อย่างสนิทใจ เหมือนพระเยซูเจ้าที่ในชีวิตพระองค์มีเด็กๆรายล้อมเสมอ แต่ทว่าซาตานกลับกลัวพระองค์จนหัวหด

และเพื่อจะลบล้าง ความผิด ที่ได้มีการจารึกกฎไว้นมนานแล้ว(จำได้ไม๊ว่ามีประโยคหนึ่งที่อัสลานพูดเป็นนัยว่าเมื่อตอนตั้งกฎนี้เขาก็อยู่ที่นั่นด้วยแสดงว่าอัสลานอยู่มานานมาก นานตั้งแต่แรกเริ่ม และอยู่ร่วมกับผู้สร้างกฎทั้งมวล) กฏคือ ผู้ที่ทรยศหันไปเชื่อนางแม่มดขาว ต้องตาย และต้องให้เลือดคนนั้นเป็นของแม่มดขาว แปลง่ายๆคือคนที่ทิ้งพระเจ้าหันไปเชื่อซาตาน ต้องตายและตกนรกไปอยู่กับซาตาน เอ็ดมันด์ น้องคนที่3ที่แท้จริงจะต้องตกเป็นของแม่มดขาว เพราะเขาเชื่อนาง และทรยศทุกคน แต่อัสลานกลับขอตายเพื่อแลกชีวิตเขา และภาพการตายของอัสลาน ที่สละชีวิตของตนเพื่อไถ่บาปคนอื่นนั้น คือภาพที่ชัดเจนของพระเยซูเจ้าเอง

ยน 15:13
ไม่มีใครมีความรักยิ่งใหญ่กว่าการสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหาย ท่านทั้งหลายเป็นมิตรสหายของเรา

1คร 15:22
มนุษย์ทุกคนตายเพราะอาดัมฉันใด มนุษย์ทุกคนก็จะกลับมีชีวิตเพราะพระคริสตเจ้าฉันนั้น

 

การสารภาพบาป

หลังจากเอ็ดมันด์หลงผิดไป เขาได้เข้ามาสารภาพผิดต่ออัสลาน และอัสลานได้สั่งสอนเขา และขอให้พี่น้องของเขายกโทษแก่เขาด้วย

คส 3:13
จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน หากมีเรื่องผิดใจกันก็จงยกโทษกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้อภัยความผิดของท่านอย่างไร ท่านก็จงให้อภัยแก่เขาอย่างนั้นเถิด

ฉากนี้ดูเหมือนภาพของการสารภาพบาปในคริสตศาสนาอย่างมาก

 

การตายและกลับคืนชีพของอัสลาน

อัสลาน ตายเพื่อไถ่บาปของคนบาป(เอ็ดมันด์)ที่หันไปเชื่อแม่มดขาว ซึ่งที่จริงแล้วเขาต้องเป็นแม่มดขาว(ซาตาน) โดยอัสลานยื่นข้อเสนอนี้แก่แม่มดขาวเอง เขายินดีตายเพื่อไถ่บาปคนอื่น

ภาพการเดินขึ้นบันไดไปตายของอัสลานนั้น แทบจะเป็นภาพเดียวกันในสิ่งที่พระเยซูเจ้าได้รับ พระองค์ไม่ได้โดนบังคับ แต่พระองค์เต็มใจรับทรมานและสละชีวิตนั้น

ยน 10:17
พระบิดาทรงรักเรา เพราะเราสละชีวิตของเราเพื่อจะเอาชีวิตนั้นคืนมาอีก ไม่มีใครเอาชีวิตไปจากเราได้
แต่เราเองสมัครใจสละชีวิตนั้นเรามีอำนาจที่จะสละชีวิตของเรา และมีอำนาจที่จะเอาชีวิตนั้นคืนมาอีก
นี่คือพระบัญชาที่เราได้รับจากพระบิดาของเรา

เมื่อพระเยซูยอมรับความตาย ทรงถูกสบประมาทถูกเยาะเย้ย อัสลานถูกตบตี ถูกทึ้งขน ทำให้อับอาย ถูกมัด และตัวอัสลานเองก็หวาดกลัวและทรมาณกับการโดนทารุณกรรมและความตายนี้

และคำหนึ่งที่แม่มดขาวตะโกนออกมาต่อประชาชนของนางก่อนจะฆ่าอัสลานนั้นคือคำว่า

จงดู! ราชสีห์ผู้ยิ่งใหญ่!

ซึ่งเป็นคำเดียวกันกับที่ปิลาตตะโกนบอกประชาชนเมื่อจะประหารพระเยซูว่า

จงดู! ชายผู้นี้

เมื่ออัสลานตายสิ่งที่น่าสังเกตุอย่างมากคือลูอิสจงใจให้ "ผู้หญิง2คน" มาเป็นพยานในการกลับคืนชีพของอัสลาน และภาพการกลับคืนชีพของอัสลาน ที่อยุ่ๆแผ่นดินไหว แท่นบูชายัญหัก ศพหายไป แต่ปรากฎตัวใหม่ในเวลาเช้าตรู่ แต่สตรีทั้งสองกลับไม่เห็นศพ แต่เห็นเมื่อกลับคืนชีพแล้วอย่างรุ่งโรจน์ ลองอ่านเทียบกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ลบทนี้ดู

มธ 28:1
หลังจากวันสับบาโตเช้าตรู่ของวันต้นสัปดาห์ มารีย์ชาวมักดาลาและมารีย์อีกผู้หนึ่งไปดูพระคูหา บัดนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าลงจากสวรรค์เข้าไปกลิ้งหินออกและนั่งบนหินนั้น ใบหน้าของทูตสวรรค์แจ่มจ้าเหมือนสายฟ้า อาภรณ์ขาวราวหิมะ ทหารยามตกใจกลัวทูตสวรรค์จนตัวสั่นหน้าซีดเหมือนคนตาย ทูตสวรรค์กล่าวแก่สตรีทั้งสองคนว่า “อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านกำลังมองหาพระเยซู ผู้ถูกตรึงบนไม้กางเขน พระองค์มิได้ประทับอยู่ที่นี่ เพราะทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วตามที่ตรัสไว้ มาซิ มาดูที่ที่เขาวางพระองค์ไว้ แล้วจงรีบไปบอกบรรดาศิษย์ว่า ‘พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายแล้ว พระองค์เสด็จล่วงหน้าท่านไปในแคว้นกาลิลี ท่านจะพบพระองค์ที่นั่น’ นี่คือข่าวดีที่ข้าพเจ้าแจ้งแก่ท่าน” สตรีทั้งสองคนมีทั้งความกลัวและความยินดีอย่างยิ่ง รีบออกจากพระคูหาวิ่งไปแจ้งข่าวแก่บรรดาศิษย์ของพระองค์ ทันใดนั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาพบสตรีทั้งสองคน ตรัสว่า “จงยินดีเถิด” ทั้งสองคนจึงเข้าไปใกล้ กอดพระบาทนมัสการพระองค์

นอกจากนี้อัสลานยังมีคำพูดทิ้งท้ายที่ว่า แม่มดขาวไม่เข้าใจความหมายแท้จริงของการเสียสละของอาถรรพ์ล้ำลึก จึงคิดว่าการฆ่าอัสลานหมายถึงนางชนะ

ซึ่งก็ตรงกับพระคัมภีร์อีกครั้ง

1คร 2:7
แต่เรากล่าวถึงพระปรีชาญาณ ของพระเจ้า เป็น ธรรมล้ำลึกอันซ่อนเร้นซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดล่วงหน้าไว้ก่อนปฐมกาลสำหรับสิริรุ่งโรจน์ของเรา ไม่มีผู้ปกครองโลกนี้ผู้ใดล่วงรู้พระปรีชาญาณนี้ เพราะถ้าเขารู้ เขาคงไม่ตรึงกางเขนองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระสิริรุ่งโรจน

 

อัสลานสร้างโลก

ในภาคกำเนิด คือ 'The Magician's Nephew' (1955) ได้มีการบรรยายฉากที่อัสลานสร้างนาร์เนียขึ้นด้วยการร้องเพลง

ซึ่งในความเชื่อคริสตศาสนา เพราะเชื่อว่าพระเยซูเจ้าคือพระบุตร เป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาเมื่อทรงสร้างโลกด้วย

ฮบ 1:1
ในอดีต พระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเราโดยทางประกาศกหลายวาระและหลายวิธี ครั้นสมัยนี้เป็นวาระสุดท้าย พระองค์ตรัสกับเราโดยทางพระบุตร พระเจ้าทรงสถาปนาพระบุตรให้เป็นทายาทครอบครองทุกสิ่ง
พระองค์ทรงสร้างจักรวาลเดชะพระบุตรนี้ พระบุตรทรงเป็นรังสีแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า ทรงเป็นภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์ขององค์พระเจ้า พระบุตรทรงผดุงจักรวาลไว้ด้วยพระวาจาทรงฤทธิ์ บัดนี้ พระบุตรทรงลบล้างมลทินแห่งบาปเสร็จสิ้นแล้ว จึงเสด็จขึ้นสวรรค์ประทับ ณ เบื้องขวาแห่งพระมหิทธานุภาพ

 

ลมหายใจที่ให้ชีวิต

เรายังมีฉากที่เหลือเชื่อ ที่อัสลานสามารถคืนชีวิตให้กับผู้ที่ถูกสาปเป็นหินโดยลมหายใจของเขา

ปฐมกาล2:7
พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน ระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต

วว 11:7
เมื่อเสร็จสิ้นการเป็นพยานแล้ว สัตว์ร้ายที่ขึ้นมาจากบาดาล จะสู้รบกับพยานนี้ จะมีชัยชนะและฆ่าพยาน ศพของพยานจะอยู่ที่ลานของนครใหญ่ซึ่งเรียกเป็นสัญลักษณ์ว่าโสดมและอียิปต์ ณ ที่นั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเขาถูกตรึงกางเขน ประชาชนหลายประเทศ หลายเผ่า หลายภาษา หลายชาติจะมองดูศพของพยานอยู่สามวันครึ่ง และไม่ยอมให้นำศพไปฝังไว้ในคูหา ผู้อาศัยบนแผ่นดินจะยินดีที่เขาตาย จะฉลองและแลกเปลี่ยนของขวัญกัน เพราะประกาศกทั้งสองคนนี้ทรมานบรรดาผู้อาศัยอยู่บนแผ่นดินด้วย” สามวันครึ่งหลังจากนั้น พระเจ้าจะทรงเป่าลมปราณแห่งชีวิตเข้าไปในพยานทั้งสองคนเขาจะลุกขึ้นยืน ทุกคนที่แลเห็นจะหวาดกลัวอย่างมาก

จะเห็นว่าการคืนชีวิต ด้วยการเป่าลม ให้กับคนที่ตายไปแล้ว หรือก้อนหินก้อนดินเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำได้ และการที่พระเยซูเจ้าตายและกลับคืนชีพโดยไม่ลืมที่จะคืนชีวิตหรือกลับไปช่วยผู้ที่พลาดแพ้แก่ซาตาน (แพ้แก่แม่มดขาว) ก่อนหน้าที่พระเยซู(อัสลาน)จะมานั้นก็ทรงไม่ลืมที่จะทำด้วย กล่าวคือเมื่ออัสลานคืนชีพเป็นคนแรกก็สามารถทำให้คนอื่นคืนชีพได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นหิน(ตาย)ก่อนหรือหลังการตายและการคืนชีพของอัสลานก็ตาม

1คร 15:20
ความจริง พระคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย เป็นผลแรกของบรรดาผู้ล่วงหลับไปแล้ว ความตายมาจากมนุษย์คนหนึ่งฉันใด การกลับคืนชีพของบรรดาผู้ตายก็มาจากมนุษย์คนหนึ่งฉันนั้น มนุษย์ทุกคนตายเพราะอาดัมฉันใด มนุษย์ทุกคนก็จะกลับมีชีวิตเพราะพระคริสตเจ้าฉันนั้น แต่จะเป็นไปตามลำดับของแต่ละคน พระคริสตเจ้าทรงเป็นผลแรก ต่อไปก็คือผู้ที่เป็นของพระคริสตเจ้า เมื่อพระองค์จะเสด็จมา แล้วจะถึงวาระสุดท้าย เวลานั้นพระองค์จะทรงมอบพระอาณาจักรให้แก่พระเจ้าพระบิดา หลังจากทรงทำลายการปกครอง อำนาจและอานุภาพทั้งหลาย เพราะพระคริสตเจ้าจะต้องทรงครองราชย์จนกว่าพระเจ้าจะทรงปราบศัตรูทั้งมวลให้อยู่ใต้พระบาทของพระองค์ ศัตรูสุดท้ายที่จะถูกทำลายคือความตาย เพราะพระเจ้าทรงปราบทุกสิ่งให้อยู่ใต้พระบาทของพระองค์

และในความเชื่อที่ว่าหลังจากพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์ พระเยซูเจ้าได้เสด็จไปช่วยวิญญาณที่ถูกจองจำอยู่ในแดนผู้ตาย ตั้งแต่สมัยโนอาห์คือก่อนสมัยพระองค์จะเสด็จมาบังเกิดในโลกหลายพันปี

1ปต 3:18-22 การเสด็จสู่แดนผู้ตายและการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า
พระคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์เพียงครั้งเดียวเพราะบาป พระองค์ผู้ทรงชอบธรรมสิ้นพระชนม์เพื่อคนอธรรม พระองค์จะทรงนำเราไปเฝ้าพระเจ้า พระองค์ทรงถูกประหารในสภาพมนุษย์ แต่พระจิตเจ้าประทานชีวิตให้พระองค์อีก พระจิตเจ้ายังทรงนำพระองค์ไปประกาศความรอดพ้นแก่จิตที่ถูกจองจำ ในกาลก่อน จิตเหล่านี้ไม่ยอมเชื่อฟังเมื่อพระเจ้าทรงอดทนรอคอย ขณะที่โนอาห์กำลังต่อเรือ ซึ่งช่วยชีวิตคนจำนวนน้อย นั่นคือเพียงแปดชีวิตให้รอดพ้นจากน้ำวินาศ น้ำนั้นเป็นรูปแบบของศีลล้างบาปที่ช่วยท่านให้รอดพ้นในเวลานี้ มิใช่เป็นการชำระล้างมลทินทางร่างกาย แต่เป็นการวอนขอต่อพระเจ้าด้วยมโนธรรมบริสุทธิ์เดชะการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสตเจ้า ผู้เสด็จสู่สวรรค์และประทับ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าโดยมีทูตสวรรค์ทั้งศักดิเทพและอิทธิเทพทั้งหลายอยู่ใต้พระอำนาจของพระองค์

 

การครองราชของผู้อยู่ฝ่ายอัสลาน

วว 5:9
เพราะพระองค์ทรงถูกประหาร ทรงหลั่งพระโลหิตไถ่กู้มนุษย์สำหรับพระเจ้า จากทุกเผ่า ทุกภาษา ทุกประเทศ ทุกชาติ ทรงทำให้เขาเหล่านั้นเป็นสมณราชตระกูลสำหรับพระเจ้าของเรา เขาจะครองราชย์เหนือแผ่นดิน

ในหนังลูกหลานอาดัมที่เลือกฝ่ายอัสลานแทนแม่มดขาวได้ครองราชย์เป็นกษัตริย์พร้อมอัสลาน

วว 20:4
ข้าพเจ้าเห็นบัลลังก์หลายหลัง และบรรดาผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั้นได้รับอำนาจที่จะพิพากษา ข้าพเจ้าเห็นวิญญาณของผู้ที่ถูกตัดศีรษะเพราะคำพยานถึงพระเยซูเจ้าและเพราะพระวาจาของพระเจ้า ข้าพเจ้ายังเห็นผู้ที่ไม่ได้กราบนมัสการสัตว์ร้ายและ รูปปั้นของมัน และไม่ยอมสักตราไว้บนหน้าผากหรือที่มือ เขาเหล่านั้นกลับมีชีวิต และเข้าครองราชย์พร้อมกับพระคริสตเจ้า

 

การจากไปของอัสลานและการกลับมาครั้งที่สองของเขา

หลังการเฉลิมฉลอง อยู่ๆอัสลานก็หายไปจากชายฝั่ง ทัมนัสบอกลูซี่ว่า เขาจะกลับมาอีก

กจ 1:9
เมื่อตรัสดังนี้แล้ว พระองค์เสด็จขึ้นสวรรค์ต่อหน้าเขาทั้งหลาย เมฆบังพระองค์จากสายตาของเขา เขายังคงจ้องมองท้องฟ้าขณะที่พระองค์ทรงจากไป ทันใดนั้นมีชายสองคนสวมเสื้อขาวปรากฏกับเขา กล่าวว่า “ชาวกาลิลีเอ๋ย ท่านทั้งหลายยืนแหงนมองท้องฟ้าอยู่ทำไม พระเยซูเจ้าพระองค์นี้ที่ทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ จะเสด็จกลับมาเช่นเดียวกับที่ท่านทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงจากไปสู่สวรรค์”

ดังนั้นกล่าวโดยสรุป The Chronicles of Narnia: The Lion, the Witch and the Wardrobe คือภาพการถ่ายทอดเรื่องของการไถ่บาปของพระเยซูเจ้า ออกมาในรูปแบบสนุกสนาน และแฟนตาซี ซึ่งช่วยทำให้เรื่องเข้าใจยากๆ อย่างการตายไถ่บาปและกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า เข้าสู่ความเข้าใจของเด็กๆได้ง่ายขึ้น ผ่านตัวละคร และเหตุการณ์ที่เป็นสัญลักษณ์มากมาย

ดังนั้นผู้ได้ชมหรืออ่าน สามารถเสพเอาเฉพาะความสนุกสานก็ได้ หรือจะได้รับทั้งความสนุกสนาน และได้สาระอันมีคุณค่าก็เหมือนกับขุดพบขุมทรัพย์อันล้ำค่าในผืนนาอันอุดมสมบูรณ์ อันเป็นประโยชน์ต่อที่สอง

ขอให้ทุกท่านสนุกกับวรรณกรรม และภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมของโลก และได้ครองราชร่วมกับอัสลานตลอดไปครับ


ที่มา : www.newmana.com

พระเจ้ามีจริง?

นักธุรกิจหนุ่มใหญ่คนหนึ่งมัวยุ่งกับงานที่รัดตัวจนไม่มีเวลาดูแลตัวเองเท่าไหร่นัก ในวันหยุดวันหนึ่งเขามองดูตัวเองในกระจกเห็นผมที่เริ่มยาวและหนวดที่เริ่มไม่เป็นทรงของตัวเอง จึงคิดในใจว่าได้เวลาต้องไปตัดผมแล้ว เขาก็ออกจากบ้านตรงไปยังร้านตัดผมทันที

ขณะที่ช่างตัดผมและแต่งหนวดให้นั้น ช่างก็ชวนคุยเรื่องต่างๆไปเรื่อย แต่ไม่รู้ไปยังไงมายังไงสุดท้ายลงเอยด้วยเรื่องพระเจ้าได้ ช่างตัดผมพูดว่า "ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง"

"ทำไมล่ะ?" นักธุรกิจถาม

"ก็...ง่ายๆเลยนะ คุณลองออกไปข้างนอกโน่นแล้วคุณจะรู้ว่าไม่มีพระเจ้า อ่ะ...ถ้ามีพระเจ้าจริงนะ บอกผมหน่อย ทำไมถึงมีคนเจ็บป่วยมากมายขนาดนี้? ทำไมมีเด็กกำพร้า เด็กถูกทอดทิ้งเต็มบ้านเต็มเมืองอย่างนี้? ถ้าพระเจ้ามีจริงก็จะต้องไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความทุกข์ทรมาน ผมนึกไม่ออกว่าพระเจ้าที่ใครๆบอกว่าเป็นพระเจ้าแห่งความรักจะให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ยังไง?"

นักธุรกิจผู้นี้ก็นิ่งคิดในใจว่าจะตอบอย่างไรดี แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจไม่พูดอะไร เนื่องจากเกรงว่าจะกลายเป็นเหตุให้เกิดการทุ่มเถียงกัน

เมื่อช่างได้ตัดผมและแต่งหนวดให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว นักธุรกิจผู้นี้ก็จ่ายเงินแล้วตั้งใจว่าจะตรงกลับบ้านเลย แต่ขณะที่ยังยืนอยู่หน้าร้านเขาก็เห็นชายคนหนึ่งผมยาวรุงรัง หนวดเครายาวเฟิ้ม ดูไม่สะอาดสะอ้านเอาซะเลย นักธุรกิจผู้นี้ก็กลับเข้าไปในร้านแล้วพูดกับช่างตัดผมว่า
"คุณรู้อะไรมั้ย? ช่างตัดผมไม่มีจริงหรอก"

ช่างตัดผมงง "ทำไมพูดอย่างงั้นล่ะ ก็ผมนี่ไง! แล้วผมก็เพิ่งจะตัดผมแล้วก็แต่งหนวดให้คุณเมื่อกี๊นี่เอง"

นักธุรกิจพูดต่อ "ไม่หรอก ไม่มีช่างตัดผมจริงหรอก เพราะถ้าช่างตัดผมมีจริง ก็จะต้องไม่มีคนผมยาว หนวดเครายาวรุงรัง ดูอย่างผู้ชายคนที่อยู่ข้างนอกนั่นสิ"

ช่างตัดผมมองไปที่ชายคนนั้นแล้วพูดว่า "โห...แต่ยังไงก็ตาม ช่างตัดผมมีจริงๆ! ก็คนเหล่านั้นเขาไม่ได้มาให้ผมตัดให้นี่"

"ถูกต้อง!" นักธุรกิจตอบอย่างมั่นใจ "ประเด็นอยู่ตรงนั้นแหละ! พระเจ้าก็มีอยู่จริง! แต่คนไม่มาหาพระองค์ ไม่แสวงหาพระองค์ โลกจึงมีความเจ็บปวดทรมานมากมายขนาดนี้"

 บรรดาผู้ลำบากเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข. มัทธิว 12:28


มีเรื่องเล่ากันมาว่า ครั้งหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในโรงเรียนชั้นประถมศึกษาแห่งหนึ่ง คือครูประจำชั้นได้พูดกับนักเรียนประจำชั้นปีที่หกว่า

ครู : พวกเธอมองเห็นฉันหรือไม่?

นักเรียน : ครับ พวกเรามองเห็นครู
ครู : ดังนั้น ครูจึงปรากฏตัวขึ้นให้พวกเธอเห็น แล้วพวกเธอมองเห็นกระดานดำหรือไม่?
นักเรียน : ครับ พวกเรามองเห็นกระดานดำ
ครู : ดังนั้นกระดานดำจึงมีให้พวกเธอเห็น แล้วพวกเธอมองเห็นโต๊ะที่ตั้งอยู่หน้าชั้นเรียนนี้หรือไม่?
นักเรียน : ครับ พวกเรามองเห็นมัน
ครู : ดังนั้น โต๊ะจึงมีให้พวกเธอมองเห็น แล้วพวกเธอมองเห็นพระเจ้าหรือไม่?
นักเรียน : ไม่ครับ!
ครู : ดังนั้นพระเจ้าจึงไม่มี
มีนักเรียนหัวใสคนหนึ่ง ยืนขึ้นถามเพื่อนนักเรียนว่า : แล้วพวกเธอมองเห็นสติปัญญาของครูหรือไม่?
นักเรียนตอบว่า : ไม่ พวกเรามองไม่เห็นสติปัญญาของครู!
นักเรียนหัวใส : ดังนั้น สติปัญญาของครูจึงไม่มี!


แม่.....ลูกช่วยไปเอาไม้กวาดหลังบ้านให้แม่หน่อยดิ
ลูกชาย....ไม่เอามืด หนูกลัว
แม่....ไม่ต้องกลัวลูก พระเจ้าอยู่กับลูก อยู่กับบ้านเรา
ลูกชาย...จริงเหรอแม่ แล้วพระเจ้าจะอยู่ที่ข้างหลังบ้านไหม
แม่....แน่นอนลูก ลูกรีบไปเอาไม้กวาดมาให้แม่ ไม่ต้องกลัวพระเจ้าอยู่ที่นั่นจ้า
ลูกชาย....กั๊บๆๆ

ลูกชายเดินไปที่หลังบ้าน แล้วเปิดประตูออกไป พร้อมกับตะโกนว่า
"พระเจ้าคับ ส่งไม้กวาดให้หนูด้วย หนูกลัวจะออกพ้นประตู"


ที่มา : www.newmana.com