個人檔案~*+: Martha Grace :+*~部落格清單 工具 說明

部落格


2006年5月

ชีวประวัติพระเยซูเจ้า (อย่างย่อ)

 

  พระคริสตเจ้าทรงรับสภาพเป็นมนุษย์

       จากพระนางมารีย์พรหมจารีย์

 

            ทรงกระทำการอัศจรรย์

     และประกาศข่าวดีเรื่องความรอด

 
ทรงถูกตัดสินให้ประหารชีวิต และรับทรมาน
 

      ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

    เพื่อไถ่มนุษยชาติจากความบาป

 
       ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย
 

  ทรงปรากฏองค์แก่อัครสาวก 11 คน

และเสด็จสู่สวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระเป็นเจ้า

2006年5月

อย่าเพิ่งเชื่อ รหัสลับดาวินซี

โดย ศจ. ดร.เสรี หล่อกันภัย
เลขาธกิการสมาคมพระคริสตธรรมไทย
Bridge of Love ปีที่ 1 ฉบับที่ 1-2

หนังสือเรื่อง รหัสลับดาวินซี (Davinci Code)ที่เขียนโดย แดน บราวน์ (Dan Brown) เป็นหนังสือนิยายแนวสืบสวน สอบสวนให้ความรู้หลายอย่าง เช่น เรื่องงานศิลปะ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การเมือง และศาสนาพอสมควร เป็นหนังสือที่ผู้เขียนเขียนได้ดีมาก มีการหักมุมหลายตอนอย่างคาดไม่ถึง เมื่อเริ่มอ่านแล้ว ก็วางแทบไม่ลง แต่สำหรับคนที่มีงานทำประจำก็คงต้องยอมวางเป็นระยะ ๆ และหยิบกับมาอ่านใหม่

ถ้าใครจะอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อความบันเทิงแล้วละก็ ผมขอแนะนำว่าเป็นหนังสือที่ทำให้เพลิดเพลินมาก เป็นวรรณกรรมที่บรรยายให้เราเห็นภาพพจนได้ดี เอาความรู้ทางวิชาการหลายแขนงมาไว้ด้วยกัน วิชาการที่ปรากฏอยู่มากในหนังสือเล่มนี้คือ เรื่องการถอดรหัสและการตีความหมายสัญญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งผมไม่มีความรู้มากพอ จะวิจารณ์ว่ามีความถูกต้องมากน้อยเพียงไร วิชาการอีกเรื่องหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้พูดถึงมากคือเรื่องของคริสต์ศาสนา ที่มีส่วนย่อย ๆ อยู่หลายส่วน ส่วนแรกที่หนังสือเล่มนี้พาดพิงถึงมากตลอดทั้งเล่มคือ บทบาทของศาสนจักรคาทอลิกที่ควบคุมและคุกคาม คำสอนเรื่องการบูชาสตรีซึ่งผมไม่มีความชำนาญเท่าไร และเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าพระสันตะปาปา มีส่วนในคดีฆาตกรรม ก็มีการหักมุมหลายครั้งจนในที่สุดก็พบวาวาติกันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตามหากคนที่อ่านหนังสือเรื่องนี้อ่านไม่จบ ก็จะเกิดความเข้าใจผิดได้

เรื่องต่อมาที่หนังสือเล่มนี้เริ่มพูดมากขึ้น ในตอนกลางเล่มคือเรื่องที่ว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นเรื่องโกหก และการอ้างว่าพระเยซูคริสตได้แต่งงานกับ แมรี่ แม็กดาลีน และมีโอรสกับนาง และต่อมาเชื้อสายของพระองค์ได้เป็นกษัตริย์ของฝรั่งเศสนั้น ผมพอจะรู้เรื่องการอ้างอิงบางอย่างที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก จึงขอถือโอกาสอธิบายบางสิ่งบางอย่างแกผู้อ่านที่ไม่ได้ศึกษาอย่างแท้จริงและรับข้อมูลบางอย่างจากหนังสือเล่มนี้ไปอย่างไม่ถูกต้อง

ผมคงไม่ต้องเสียเวลาอธิบายอะไรมากนัก ถ้าผู้เขียนจะบอกว่า เรื่องที่เขาเขียนเป็นเพียงนิยายที่เขียนขึ้นมาเพื่อความบันเทิง แต่หน้า “ข้อเท็จจริง” ได้สรุปว่า “ผลงานทางศิลปะสถาปัตยกรรม เอกสารและพิธีกรรมลับต่างๆ ที่บรรยายไว้ในนวนิยายเล่มนี้ถูกต้องตามความเป็นจริงทั้งสิ้น ผู้เขียนอ้างว่าข้อมูลที่เขาหามาได้เป็นความจริง และมีเชิงอรรถอ้างอิงเป็นระยะ ๆ ตลอดทั้งเล่ม ทำให้ผู้อ่านเกิดความเชื่อถือ แต่เมื่ออ่านตลอดทั้งเล่ม และมาถึงหน้า “หมายเหตุผู้แปล” ผู้แปลได้สรุปคำตอบของผู้เขียนต่อสื่อมวลชนว่า “ความลับที่เขาเอามาเปิดเผย ในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ซุบซิบกันมาหลายศตวรรษ ตามที่กล่าวแล้วไม่ใช่เรื่องที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่แม้เขาจะยอมรับว่าอาจจะเป็นครั้งแรกที่ความลับที่ว่าถูกเปิดเผยในรูปแบบของนวนิยายตื่นเต้นเร้าใจ แต่ประเด็นนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลย” ในเมื่อข้อมูลที่เขาได้รับมานั้นเป็นเรื่องซุบซิบ ก็ไม่นาเชื่ออย่างที่ได้กล่าวไว้ในตอนแรกและเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลงแล้วก็พบว่าความลับที่ตัวเอกของเรื่องพยายามแสวงหานั้นก็ยังคงเป็นความลับอยู่ดีและผู้เขียนได้พยายามเอาเรื่องซุบซิบมาทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องจริงอีกทั้งเอกสารบางอย่างที่ผู้เขียนนำมาอ้างนั้นก็เป็นข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ เป็นการตัดตอนข้อมูลทางวิชาการมาเพียงบางส่วนเท่านั้น

ผู้เขียนได้กล่าวอ้างไว้ในหน้า 274 ว่า “คอนสแตนตินทรงมีบัญชาให้ประชุมชำระคัมภีร์ไบเบิลฉบับใหม่ พร้อมทรงออกพระราชทรัพย์สนับสนุน พระคัมภีร์ฉบับใหม่นี้ตัดพระประวัติที่กล่าวถึงลักษณะความเป็นมนุษย์แห่งพระคริสต์ทิ้งไป และเพิ่มเติมสีสันพระประวัติที่ทำให้พระองค์ดุจพระเจ้า” สำหรับผู้ที่อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ด้วยตนเอง ก็จะเห็นอย่างชัดเจนว่าการเป็นมนุษย์ของพระเยซูนั้นมีความสำคัญมาก ผู้เขียนพระธรรมยอห์น ได้กล่าวอย่างหนักแน่นว่า พระเยซูทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ “พระวาทะทรงเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา” (พระคริสตธรรมคัมภีร์ยอห์น บทที่ 1 ข้อ 14) พระวาทะในที่นี้หมายถึงพระเยซู นอกจากนั้นอาจารย์เปาโลก็ได้ยืนยันอย่างเดียวกันในพระธรรมฟีลิปปี “แต่ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาสทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์”(พระคริสตธรรมคัมภีร์ฟีลิปปี บทที่ 2 ข้อ 7) และถ้าเราจะอ่านเรื่องราวของพระเยซูในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม เราจะเห็นความเป็นมนุษย์ของพระเยซูอยางชัดเจนคือ พระองค์ทรงต้องต่อสู้กับความรู้สึกกลัวที่จะถูกตรึงบนไม้กางเขน ที่สวนเกทเสมนีพระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกว่า “ใจเราเป็นทุกข์แทบจะตาย จงเฝ้าอยู่ที่นี่เถิด” (พระคริสตธรรมคัมภีร์มาระโก บทที่ 14 ข้อ 34)พระองค์ต้องทนทุกข์ทั้งฝ่ายร่างกายและจิตใจ พระองค์ทรงเผชิญกับความเครียดในการตัดสินใจที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา เมื่อพระองค์ถูกเฆี่ยน พระองค์ก็ทรงเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ พระองค์ก็ทรงร้องเสียงดัง พระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ได้ปิดบังความเป็นมนุษย์ของพระองค์เลย ในขณะเดียวกันก็ได้สะท้อนให้เห็นความเป็นพระเจ้าของพระองค์ สำหรับหลักคำสอนของคริสเตียนแล้วพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า 100% และเป็นมนุษย์ 100% เราอาจจะไม่สามารถอธิบายความจริงประการนี้ได้ตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าเราจะพิจารณาตามแนวคิดทางสังคมวิทยา เราก็อาจจะพอเห็่นความเป็นไปได้ เช่น ผู้ชายคนหนึ่งสามารถ เป็นลูก เป็นพ่อ เป็นสามี ได้ในเวลาเดียวกัน

และพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ไม่สามารถโกหกได้ เพราะมีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับชีวิตและคำสอนของพระเยซูถึงสี่เล่มด้วยกัน และข้อมูลปลีกย่อยของทั้งสี่เล่มนี้มีที่ไม่เหมือนกัน แต่คริสตจักรยุคแรกก็ไม่ได้ตัดความแตกต่างกันทิ้งไป แสดงว่าคริสตจักรยุคแรกก็ยอมรับความแตกต่างได้ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตัวละครสำคัญในหนังสือทื่ชื่อทิบบิงกล่าวหา นอกจากหนังสือทั้งสี่เล่มนี้แล้ว ก็ยังมีหนังสืออีกจำนวนมาก ที่ไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์ที่เขียนเกี่ยวกับพระเยซู หนังสือเหล่านี้มีอยู่มาก จนคริสตจักรยุคแรกไม่สามารถนำมารวบรวม ให้อยู่ในพระคัมภีร์ทั้งหมด เอกสารโบราณของพระธรรมยอห์น ที่ถูกค้นพบตามหลักฐานทางโบราณคดีนั้น พบว่าอายุอยู่ในปี ค.ศ. 125 ซึ่งเก่าแก่กว่าสมัยกษัตริย์คอนสแตนตินมาก ในช่วงเวลานั้นคริสเตียนยังไม่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองใด ๆ ยังเป็นช่วงที่คริสเตียนถูกข่มเหง และถูกตามล่าจนต้องหนีไปตามที่ต่าง ๆ จึงเป็นไปได้ยากที่คริสจักรยุคแรกจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลในพระคัมภีร์

เรื่องการเป็นมนุษย์กับพระเจ้าของพระเยซูคริสตว่าแท้ที่จริงพระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ได้เน้นว่า การเป็นพระเจ้าของพระเยซูสำคัญกว่าการเป็นมนุษย์ของพระเยซู และพระคัมภีร์ที่เรามีอยู่นี้ไม่ได้ตัดทิ้งข้อความที่แตกต่างกัน ผู้คัดลอกในอดีตนั้นได้ยังคงรักษาความแตกต่างของพระธรรมแต่ละเล่มไว้ การที่ผู้แต่งหนังสือรหัสลับดาวินชี กล่าวอ้างว่า คอนสแตนตินเป็นผู้ทำการเปลี่ยนแปลงพระคัมภีร์นั้นไม่เป็นความจริง

เนื้อหาอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญซึ่งผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ พยายามจะนำมาเผยแพร่คือ พระเยซู มีความสัมพันธ์กับแมรี่ แม็กดาลีน หรือ นางมารีย์ ชาวมักดาลา ตามชื่อในพระคัมภีร์ และได้บอกว่า นางแมรีได้แต่งงานกับพระเยซคริสต์และนางคือโฮลีเกรล (จอกศักดิ์สิทธิ์) ซึ่งเป็นความลับที่คนในสมัยโบราณพยายามค้นหาและบอกอีกว่า ดาวินชี พยายามอธิบายความลับนี้ผ่านการวาดภาพเดอะลาสต์ซัปเปอร์ ที่มีชื่อเสียงโดยอ้างว่า มีผู้หญิงผมสีแดงนั่งอยู่ในตำแหน่งอันทรงเกียรติตรงขวามือของพระเยซู

ตัวละครคนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่ชื่อทีบบิงได้กล่าวอ้างว่า “พระเยซูในฐานะชายผู้แต่งงานแล้ว ดูมีผลมากกว่าทัศนะของไบเบิล ตามมาตรฐานเดิมที่ว่าองค์พระเยซูเป็นคนโสด” ข้อเสนอของทีบบิงดูมีเหตผล ในแง่ที่ว่าผู้ชายในสมัยก่อนนั้นน่าจะแต่งงานมากกว่าไม่แต่งงาน เป็นความคิดเห็นที่ไม่ต้องค้นคว้าหรือใช้ข้อพิสูจน์อะไรให้ยุ่งยาก แต่เป็นข้อสังเกตที่ช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน เข้าทำนองเดียวกับที่จะบอกว่า ผู้ชายไทยทุกคนต้องแต่งงานโดยไม่คำนึงถึงว่า มีผู้ชายจำนวนมากในประเทศไทยที่ตั้งใจบวชเป็นพระสงฆ์และไม่แต่งงานตลอดชีวิต

สำหรับคนยิวนั้น ผู้นำทางศาสนาตั้งแต่สมัยพันธสัญญาเดิมจะแต่งงานหรือไม่แต่งงานก็ได้ ในสมัยบาบิโลนยึดครองกรุงเยูรซาเล็มมีผู้เผยพระวจนะที่สำคัญคือ เยเรมีย์ และเอเสเคียล พระเจ้าห้ามไม่ให้เยเรมีย์แต่งงานเพื่อเป็นหมายสำคัญแสดงว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงและร้ายแรงเกินกว่าจะมีเวลามีครอบครัว สวนเอเสเคียลนั้นมีภรรยา แต่เมื่อภรรยาเสียชีวิตก็ไม่ไดัรับอนุญาตให้ไว้ทุกข์ เพื่อแสดงว่าภัยพิบัติสมัยนั้นรุนแรงจนกระทั้งไมมีเวลาไว้ทุกข์ให้กับคนในครอบครัว พระเยซูคริสต์ตระหนักถึงภาระกิจที่สำคัญูของพระองค์คือ การถูกจับตรึงบนไม้กางเขน ดังนั้นจึงไม่ทรงเลือกที่จะมีครอบครัว แท้จริงพระองค์ไม่ได้ต่อต้านการแต่งงาน พระองค์ถือว่าการไม่แต่งงานเป็นขอประทานพิเศษจากพระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงสอนเรื่องการหย่าร้าง พวกสาวกบางคนก็คิดว่าจะไม่แต่งงานพวกเขาพูดว่า “ถ้าลักษณะสามีภรรยาเป็นอย่างนั้น ไม่แต่งงานยังจะดีกว่า” พระองค์ทรงตอบว่า “ไม่ใช่ทุกคนจะรับคำสอนนี้ได้ ยกเว้นคนที่พระเจ้าประทานให้เท่านั้น เพราะคนที่เป็นขันทีตั้งแต่เกิดก็มี คนที่มนุษย์ทำให้เป็นขันทีก็มี คนที่ทำตัวเองให้เป็นขันทีเพราะเห็นแก่แผ่นดินสวรรค์ก็มี ใครรับได้ก็ให้รับเอาเถิด (มัทธิว19:10-12)

ข้ออ้างของทีบบิงอีกประการหนึ่ง นำมาจากหนังสือนอกสารบบของพระคัมภีร์ชื่อว่า “พระประวัติฉบับของฟีลิป” (The Gospe of Philip) เนื้อหาตอนหนึ่งที่ยกมาคือ “และเพื่อนแห่งพระผู้ช่วยให้รอดคือ แมรี่ แม็กดาลีน พระคริสต์รักเธอมากกวาอัครสาวกอื่นทั้งมวล และทรงเคยจุมพิตเธอที่โอษฐ์อยู่บ่อยครั้ง อัครสาวกที่เหลือขุ่นเคืองด้วยเหตุนี้ และแสดงความไมเห็นด้วย พวกเขากล่าวกับพระองค์ว่า ทำไมพระองค์จึงรักเธอมากกว่าพวกเราทุกคน” ทีบบิงอ้างว่า คำว่าเพื่อนในยุคนั้นหมายถึงคู่แตงงาน ถ้าการตีความหมายเช่นนี้มีความเป็นไปได้ ยังมีคำถามต่อไปว่า ทำไมอัครสาวกอื่นจึงไม่พอใจหรือขุ่นเคืองด้วย ในเมือแมรี่ แม็กดาลีนเป็นภรรยาของพระเยซูจริงๆ

นอกจากนี้ทีบบิงยังได้อ้างเอกสาร ที่อยู่นอกสารบบพระคัมภีร์อีกเล่มชื่อ “พระประวัติฉบับของ แมรี แม็กดาลีน” และได้ ยกเนื้อความตอนหนึ่งมาเพื่อชี้แจงว่า ปีเตอร์หรือเปโตรอัครสาวกของพระเยซู เป็นปรปักษ์กับแมรี่ แม็กดาลีนเพราะความอิจฉา กล่าวอ้างพระเยซูเป็นผู้มอบทิศทางการสร้างคริสตจักรให้กับแมรี่ ไม่ใช่ให้กับปีเตอร์ และอ้างว่าพระเยซูฝากอนาคตคริสตจักรไว้กับผู้หญิง ทีบบิงยังกล่าวต่อไปว่า แมรี่มาจากราชวงศ์แห่งเบนจามิน และกล่าวหาว่าคริสตจักรปิดบังเรื่องนี้ และทำให้แมรี่ แม็กดาลีนเป็นหญิงโสเภณี อีกทั้งยังกล่าวหาคริสตจักรว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์และปิดบังเรื่องพระเยซูมีโอรสกับแมรี่ และพยายามอธิบายด่อว่า คำว่า ซานเกรียล มาจาก ซอง เกรียล หรือ โฮลี่เกรล แต่ถ้าแบ่งแบบภาษาโบราณจะเป็นสองคำที่มีความหมายว่าสายเลือดเชื้อพระวงศ์

แท้จริงเรื่องราวของแมรี่ แม็กตาลีน หรือ นางมารีย์ ชาวมักดาลานี้ เป็นบุคคลที่พระคัมภีร์ให้ความสำคัญคือ เป็นสาวกหญิงบุคคลแรกของพระเยซู (มาระโก 15:40-41,47;16:1 มัทธิว 27:55-56,61;28:1;ลูกา 8:2-3. 24:10) เป็นไปได้ว่าแมรี่จะเป็นหัวหน้ากลุ่มสตรี ที่เป็นสาวกของพระเยซูกลุ่มหนึ่งคือ ผู้ที่ติดตามและปรนนิบัติพระเยซูอยู่สม่ำเสมอดลอดเวลา ที่ทรงกระทำพันธกิจที่กาลิลีจนถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ และต่อจากนั้นลูกาได้บันทึกว่าไม่เพียงพวกผู้หญิงเหล่านี้จะติดตามและปรนนิบัติพระเยซูเท่านั้นพวกเธอยังออกค่าใช้จ่ายต่างๆด้วย

ในเวลาต่อมาพระองค์เสด็จผ่านหมู่บ้านและเมืองต่าง ๆ ทรงประกาศและเผยแพร่ข่าวดีเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า สาวกสิบสองคนนั้นก็อยู่กับพระองค์ พร้อมกับผู้หญิงบางคนที่ได้รับการรักษาให้พ้นจากวิญูญูาณชั่วและโรคภัยต่างๆ ได้แก่มารีย์ที่เรียกกันว่าชาวมักดาลา คนที่มีผีเจ็ดตนออกจากตัว โยอันนาภริยาของคูชาซึ่งเป็นหัวหน้ากรมวังของเฮโรด สุสันนา และหญิงคนอื่นๆอีกหลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยทรัพย์สิ่งของของพวกนาง (ลูกา 8:1-3)

จากพระธรรมตอนนี้จะเห็นว่า แมรี่ แม็กดาลีนได้รับการรักษาที่เคยมีผีเจ็ดตัว ไม่ใช่ผู้ที่เคยเป็นหญิงโสเภณี นอกจากนั้นพระคัมภีร์ยังบันทึกว่า เธอคือบุคคลสำคัญที่เป็นพยานถึงการตายของพระเยซู (มาระโก 15:40-41, 47; มัทธิว 27:55-56,61;ลูกา 23:49,55-56;ยอห์น 19:25) เธอเป็นคนแรกที่ ไปถึงอุโมงค์ และพบอุโมงค์ว่างเปล่า (มาระโก 16:1-6;มัทธิว 28:1 6; ลูกา 24,11-3, 10; ยอห์น 20:1-2) เธอเป็นผู้รับข่าวสาร หรือได้เห็นพระเยซูเป็นขึ้นจากความตายเป็นคนแรก และนำข่าวนี้ไปบอกกับพวกคนอื่น (มาระโก 16:6-71,มัทธิว 28:5-9; ลูกา 24:4-10) ตามการบันทึกใน ยอห์น 20:11-18) พระเยซูที่เป็นขึ้นจากความตายได้ปรากฏกับเธอก่อนและตรัสกับเธอเกี่ยวกับการเสด็จขึ้นสวรรค์

ที่จริงแมรี่ แม็กดาลีน เป็นหญิงโสเภณีหรือไม่นั้น ในพระคัมภีร์ไม่ได้บอกไว้ชัดเจน แต่ที่รู้แน่ก็คือพระเยซูคริสตไม่ได้รังเกียจหญิงโสเภณี ทรงสนทนากับหญิงโสเภณีชาวสะมาเรีย ทรงอนุญาตให้หญิงโสเภณีชโลมพระบาทของพระองค์ ลำดับ ฯ วงศ์ตระกูลของพระเยซูในพระธรรมมัทธิวก็มีชื่อของนางราหับซึ่งเคยเป็นหญิงโสเภณี การที่อ้างว่าคริสตจักรพยายามลดบทบาทแมรี่ แม็กดาลีนโดยทำให้เธอเป็นหญิงโสเภณีจึงฟังไม่ขึ้น

ถ้าเราพิจารณาการบันทึกเรื่องราวของพระคัมภึร์ตลอดทั้งเล่ม จะเห็นว่าพระคัมภีร์ได้ยกย่องแมรี่ แม็กดาลีนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อมายกย่องเธอ และการที่เธอจะแต่งงานหรือไม่ได้แต่งงานกับพระเยซูก็ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหาความเชื่อของคริสเตียน เพราะการแต่งงานไม่ได้ทำให้พระองค์เสื่อมเสีย ในทางตรงกันข้ามการบันทึกเรื่องราวของปีเตอร์ หรือ เปโตรกลับเป็นลบมากกว่า คือเปโตรปฏิเสธพระเยซูถึงสามครั้ง และถูกเปาโลตำหนิอย่างรุนแรงที่ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน เพราะเมื่อคนยิวมาเปโตรก็ไม่นั่งกินกับคริสเตียนต่างชาติ

สรุปข้ออ้างอิงหลายอย่างที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้เป็น ข้อมูลจากการสันนิษฐานเท่านั้น ไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างหนักแน่น พระคริสตธรรมคัมภีร์และ คริสตจักรไม่เคยปฏิเสธ แมรี่ แม็กดาลีนเลย ที่จริงคริสตจักรในนิกายโรมันคาทอลิกยกย่องนางเป็นเซนต์เสียด้วยซ้ำ และคริสตจักรไม่เคยดูถูกผู้หญิงอย่างที่หนังสือกล่าวหา ที่จริงนางมารีย์ พระมารดาของพระเยซูคริสต์ก็ได้รับการยกย่องอย่างมากในคริสตจักรคาทอลิก หนังสือเล่มนีได้ท้าทายให้คริสเตียนไทยและผู้ที่สนใจให้ค้นหาความจริงทางวิชาการมากขึ้น มีหนังสือที่ให้ข้อมูลเบื้องหลังเกี่ยวกับพระคริสตธรรมอย่างมากมายท่าน น่าจะหาเวลาอ่านหนังสือเหล่านี้ให้มากขึ้น.


ที่มา : www.christianthai.net


2006年5月

คริสตสัมพันธ์ ระหว่าง คาทอลิก กับโปรเตสแตนต์ : โดย โปรดปราน ( พีพี )

            “ดูเถิด ...ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เป็นการดีและน่าชื่นชมมากสักเท่าใด”  (สดุดี ๑๓๓.๑ ) และ พระเยซูเจ้าตรัสว่า“บุคคลผู้ใดสร้างสันติ  ผู้นั้นเป็นสุขเพราะว่าพระเจ้าทรงเรียกเขาว่าบุตร”  ( มัทธิว ๕.๙ )

            ฉันรับเชื่อเป็นคริสเตียน หลังจากจบจากมหาวิทยาลัย โดยไม่ได้เลือกนิกาย หรือคณะเอง เชื่อว่าพระเจ้าทรงวางฉันให้อยู่ในกรอบของโปรเตสแตนต์  เพรสไบทีเรียน  เมื่อเติบโต ขึ้นในความเชื่อ จึงทราบว่า คริสต์ ถูกแยก ออกเป็น ๓ นิกายใหญ่ๆ และมีกลุ่มอิสระอีกมากมาย นิกายของคริสต์ มี คาทอลิก  ออร์เทอดอกซ์ และ โปรเตสแตนต์  แล้วทั้งสามนิกาย ไม่กินเส้นกันอีก บ่อยครั้ง คริสตชน ต่างนิกายทะเลาะวิวาทกันอย่างเปิดเผยเป็นที่ติฉินนินทาแก่ ศาสนิกชนอื่นๆ ส่วนที่ไม่ทะเลาะกัน ก็ ขุ่นเคือง กัน ไม่อยากร่วมวิสาสะกัน ทั้งนี้เพราะ ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าความเชื่อ ความศรัทธาของตนเองเท่านั้นถูกต้อง ส่วน อีกสองนิกายนั้นความเชื่อผิดและคงจะไม่ได้รับความรอด ทั้งๆที่ ทั้งสามนิกาย ก็เชื่อจุดหลัก คือเรื่อง “พระตรีเอกภาพ” ต่างฝ่ายก็เชื่อว่าเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วได้รับความรอด หรือรับการไถ่โดยพระเยซูคริสต์ ฝ่ายจิตวิญญาณจะไปอยู่กับพระเจ้านิรันดร์

            ฉันมักคิดและถามตัวเอง ว่า  เมื่ออยู่จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า ฉันจะตอบคำถามพระองค์อย่างไร ถ้าพระบิดาตรัสถามว่า “ทำไมคริสตชนทุกๆนิกายเป็นพี่-น้องกันจึงไม่คืนดีกัน ตอนมีชีวิตในโลกนี้ หรือทำไมไม่พยายาม คืนดีกัน แล้วคำเทศนา หรือสิ่งที่ที่พวกเจ้าพล่ามสอนกันน่ะ ได้นำไปใช้ในชีวิตกันบ้างไหม ....หรือในขณะที่พวกเจ้ารับบัญชาของเราประกาศสั่งสอน ข่าวดี เรื่องความรักที่พระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่พวกเจ้าให้รอด  ข่าวดีนี้เป็นข่าวแห่งการคืนดีระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า โดยให้พระเยซูคริสต์ เป็นคนกลาง  และเป็นข่าวแห่งการคืนดีของมนุษย์เองด้วย...พวกเจ้าทำการประกาศให้คนจำนวนมากลับใจใหม่  แต่พวกเจ้าเองเป็นคนหน้าซื่อใจคดไหม หน้าไหว้หลังหลอกไหม ฯลฯ” คำถามลักษณะนี้ติดค้างอยู่ในจิตใจ ตลอดมา

ฉันเรียนรู้ว่า การสร้างสันติภาพ คือการคืนดีเป็นสิ่งที่ยากมาก เมื่อต้นปี ๒๐๐๒ มีการฉลองครบรอบ  ๑๐๐ ปี ของการก่อตั้งรางวัลโนเบล  ....ตลอด หนึ่งร้อยปี สาขาที่ล้มเหลว คือ “สาขาสันติภาพ” แค่คนที่มีความพยายามจะสร้างสันติภาพยังได้รับรางวัลโนเบล แม้ว่าสันติภาพไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ

              ดังนั้น เรื่องของ “คริสต์ศาสนสัมพันธ์” คือ ความเป็นเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย ในพระกายของพระเยซูคริสต์ ในประเทศไทย ณ เวลานี้ คาทอลิก และโปรเตสแตนต์  ได้พยายามอย่างมากทีเดียว  ที่จะนำพระกายของพระเยซูเจ้าที่แตกหัก มีรอยร้าว มาประสานกัน  ซึ่งเริ่มกันตั้งแต่ร่วมกัน อธิษฐานภาวนาสากล เพื่อเอกภาพ ในเดือนมกราคมของทุกปี  การเข้าค่ายสัมมนาหลักข้อเชื่อของ บรรดาเณรแสงธรรม และนักศึกษาพระคริสตธรรม  ซึ่งเป็นการเพาะเมล็ดแห่งการคืนดี แสวงหาแนวทางสมานฉันท์ ระหว่างอนาคตผู้นำของพระศาสนจักร และคริสตจักรได้เกิดขึ้นแล้ว พวกเรากำลังเรียนรู้ว่า ถึงแม้เราแตกต่างกันหลายอย่าง แต่ไม่จำเป็นต้องแตกแยก  พวกเราสามารถเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ในท่ามกลาง ความหลากหลาย

เบื้องหลัง การพัฒนาของเอกสัมพันธ์

              คำนิยามของ Ecumenism มาจากภาษากรีก OIKOUMENE_-- oikos + mene ( household + manage ) โลกทั้งใบคือบ้านของพระเจ้า  มาดูด้านพระคัมภีร์ ในหนังสือ ยอห์น ๑๗.๒๑ “เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” เหมือนพระเยซูคริสต์ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา คำอธิษฐานนี้ ทำให้เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า และการเชื่อฟังของพระคริสต์ พระบิดา ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระบุตร เหมือนที่อัครทูตเปาโลได้อธิษฐานระหว่างท่านเองกับคริสตจักร (พระศาสนจักร) คือ มีความคิดอย่างเดียวกัน มีความรักอย่างเดียวกัน มีใจรู้สึกและคิดพร้อมเพรียงกัน” ( ฟป.๒.๒ )    ในเมื่อคริสตชนมีหลากกลุ่มคณะหรือนิกาย จึงขอเสนอ แนวทางของคริสตสัมพันธ์ ขอให้ยึดหลักข้อเชื่อหมายถึงประกาศความเชื่อความศรัทธาดังนี้

๑ เชื่อในเรื่องพระตรีเอกภาพ(คาทอลิก) หรือพระตรีเอกานุภาพ (โปรเตสแตนต์) คือ
-พระบิดา คือ พระผู้สร้าง
-พระบุตร คือ ผู้ทรงไถ่/ผู้ไถ่กู้
-พระจิต(คาทอลิก)หรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ (โปรเตสแตนต์) คือ ผู้สถิตและช่วยมนุษย์

๒ เชื่อในสากลคริสตจักร( พระศาสนจักร)บริสุทธิ์ซึ่งมีพระเยซูคริสต์เป็นประมุข และเชื่อในการร่วมสมานฉันท์ระหว่างธรรมิกชน( คริสตชน )

๓ เชื่อว่ามีวันพิพากษา มนุษย์ทุกคนทั้งผู้ที่มีชีวิตอยู่และผู้ที่ตายไปแล้วต้องกลับมารับการพิพากษาพร้อมกัน

๔ เชื่อว่ามีสวรรค์นิรันดร
นอกจากนี้ก็ยอมรับหลักข้อเชื่อสากลร่วมกัน ๓ บท คือ หลักข้อเชื่อของอัครสาวก
(Apostles’Creed ) หลักข้อเชื่อไนเซีย ( Nicene Creed ) และหลักข้อเชื่ออะทาเนเซียน
(Athanasian Creed )

แนวทางของคริสต์สัมพันธ์ ระหว่างคาทอลิก และโปรเตสแตนต์

ฉันขอเสนอแนวทางที่คิดว่าปฏิบัติได้ไม่ยาก หากตั้งใจ จะแก้ไขความผิดพลาดที่ผ่านมา ดังนี้

๑.เปลี่ยนจากคู่แข่ง มาเป็นผู้ร่วมมือกัน

   ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง นิกาย หรือคณะนั้น บ่อยครั้งเกิดจากการแข่งขัน ของกลุ่มคริสตชน ยกตัวอย่างในกลุ่มคริสเตียน คณะต่างๆ มีการประกาศ ข่าวดี หรือแพร่ธรรมทับเส้นกัน หรือบางครั้งถึงกับแย่งลูกแกะ ความจริงแล้วการที่พวกเราใส่ร้าย ป้ายสีกันเองมากเท่าไหร่ เป็นการ นำความเสื่อมเสียให้กับ คริสตชนทั้งหมด พวกเราไม่จำเป็นต้องแข่งขันกัน ไม่จำเป็นต้องอวดว่ากลุ่มเราดีกว่ากลุ่มอื่นๆ  เพราะยังมีพันธกิจมากมายในสังคม  คนไทยเกือบ ร้อยเปอร์เซนต์ ไม่ได้รู้จักพระเจ้า ยังไม่ได้รับความรอดโดยโลหิตของพระเยซูคริสต์  มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือของคนในสังคมทุกหัวระแหง พวกเราควรจะจับมือทำงานด้วยกัน  ประกาศพระนามพระเยซูเจ้าด้วยกันเพราะทั้งคริสตังและคริสเตียนรับใช้ เจ้านายองค์เดียวกัน

๒.เลิกตำหนิ ติเตียนกัน หันมาเสวนาแทน

            ควรลบภาพของคริสตชนในอดีต ที่เคยขัดแย้งกัน หรือการ มีอคติ ต่อคริสตชน กลุ่มอื่นๆคือเชื่อว่า ความเชื่อของตนเองจริง  แล้วประณามว่าความเชื่อของนิกายอื่นหรือคณะอื่น เท็จ/ผิด  เรา ควรเปลี่ยนมาเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดกัน โดยเฉพาะในประเทศไทยคริสตชนคือ คนกลุ่มน้อยในสังคม คริสต์ศาสนา ถูกมองว่าเป็นศาสนาของฝรั่ง  เราต้องหันมาพูดคุยกัน ว่าทำอย่างไร ที่ จะให้มีความเข้าใจว่า คริสต์ศาสนา เกิดในเอเชีย และ “พระเยซูเจ้า” เป็นคนเอเชีย ในท่ามกลางสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น การรับข้อมูลข่าวสารหลากหลายขึ้น ผู้รับ ก็มีหลาย วัฒนธรรม หลากภาษา และลัทธิความเชื่อ ดังนั้นเป็นความจำเป็นที่ คริสตชน  คือ ระหว่าง คาทอลิก และโปรเตสแตนต์ ต้องเสวนาเพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หาแนวทางในการเป็นพระฉายของพระเจ้า เป็นตัวแทนของพระเยซูคริสต์  ร่วมกันทำพันธกิจของพระองค์

๓.เลิกแยกตัว หันมาร่วมมือกัน

                ปัจจุบันในสังคมไทยของเรามักจะมีการพูดถึงการเคลื่อนไหวของประชาชน ( people movement ) ซึ่งมีหลายกลุ่มด้วยกัน โดยเฉพาะกลุ่ม “เอ็น  จี โอ” มีการเคลื่อนไหวระดับต่างๆ เช่นในอดีต มี  การเคลื่อนไหว เพื่อประชาธิปไตย  ขณะนี้มีเคลื่อนไหวเรียกร้องของกลุ่ม ครู กลุ่มคุณสนธิ กลุ่ม เอฟ ที เอ ฯลฯ การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิต่างๆ ของประชาชน มีมากยิ่งขึ้น ดังนั้นมาดูในกลุ่มคริสตชนเอง ในเมื่อเราเป็นชนกลุ่มน้อยของสังคม ถ้าแยกตัวกัน หรือต่างคนต่างอยู่ จะเป็นผลเสียมากกว่า เพราะการรวมกลุ่มกัน ก็สามารถต่อรอง บางสิ่ง บางอย่างได้ หรือพวกเราสามารถ เป็นตัวแทนของกลุ่มความเชื่อได้ โดยเฉพาะคริสตชนเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคมไทย จากการร่วมมือกัน  สามารถนำการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ หรือสามารถเป็นเครื่องต่อรองของสังคม เช่นมีสิทธิ์ มีเสียง ในการ ออกกฏหมาย  การให้คำแนะนำแก่สังคม  การเป็นผู้นำของสังคม หรือชุมชน ตามคำสอนของพระเยซู เจ้า

๔.ไม่แยกเป็นส่วนๆ แต่จะเป็นหนึ่งเดียวกันกับสิ่งที่พระเจ้าสร้าง

          เมื่อมองว่า เรื่อง oikoumene คือบ้านของพระเจ้า ดังนั้นโลกใบนี้ไม่ใช่ เป็นของมนุษย์อย่างเดียว แต่เป็นของสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างด้วย  ด้านเอกสัมพันธ์มองถึง การปรองดอง ความสัมพันธ์ ระหว่าง มนุษย์ คือ ชาย และ หญิง ความกลมกลืนกันระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง ซึ่งเรื่องเอกสัมพันธ์ไม่มองเพียงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างมนุษย์ด้วยกัน แต่มองถึงความเป็นหนึ่งเดียวของการทรงสร้างทั้งหมด  ภาษาของนักสิทธิสตรี บอกว่า จากครรภ์ ถึงหลุมฝังศพ

       หลายปีมาแล้ว ฉันเชิญเพื่อนคนภาคกลางคนหนึ่ง ไปรับประทานอาหารที่บ้าน เนื่องจากเราเป็นคนปักษ์ใต้ จึงปรุงอาหารภาคใต้ หลายอย่าง  มีแกงส้มด้วย  แต่เพื่อนบอกว่า ไม่ใช่ แกงส้ม เธอพยายาม ยัดเยียดให้เรียกว่า “แกงเหลือง” เธอบอกสูตรของแกงส้ม ว่าต้อง มีส่วนผสม อย่างไร ... ฉัน ก็ยืนยันสูตร แกงส้ม ของคนภาคใต้ไป ในที่สุด เราจบลงทางใครทางมัน จนบัดนี้ ฉัน และสมาชิกที่บ้านไม่เรียก  แกงส้มของคนปักษ์ใต้ ว่า “แกงเหลือง” ตามที่ เพื่อนรักเรียก และยัดเยียดให้เรียก ทั้งที่ทราบว่าคนภาคอื่นๆ เรียกแกงส้มของคนภาคใต้ว่า “แกงเหลือง”  ซึ่งฉันทราบดีว่า ส่วนผสมของแกงส้มของคนภาคใต้ กับแกงส้มของคนภาคอื่นๆต่างกัน หลายอย่าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด มาดูสิ่งที่เหมือนกัน เช่น มีเนื้อปลา/กุ้ง มีผัก มีพริกแกง มีหอมแดง มีเกลือ มีกะปิ มีมะขามเปียก (หรือพืชที่ให้รสเปรี้ยว ) เป็นต้น ที่ต่างกันชัดเจนคือ แกงส้มของคนภาคใต้ มี ขมิ้น  จึงทำให้แกงส้มของเขาสีเหลืองอ๋อยที่ทำให้คนอื่นเรียกแกงเหลือง!!??

                เรื่อง แกงส้ม หรือแกงเหลือง ก็มุ่งไปหาเป้าหมายเดียวกัน ให้ข้อคิดแก่ฉันว่า เราควรยอมรับกัน ว่าแม้เรียกชื่อเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นใช้สูตรเดียวกัน คือพวกเราควรยอมรับคนอื่นในความแตกต่าง เราต้องคุยกันว่า แต่ละกลุ่ม เรามีอะไรที่เหมือนกันบ้าง เพื่อเราจะจับมือเดินไปด้วยกัน ตามพระมรรคาของการรับใช้องค์พระเยซูเจ้า และในส่วนที่แตกต่าง เราควรยอมรับถึงเบื้องหลังของกันและกัน เพราะเราคริสตชน ทุกนิกาย หรือคณะ คือลูกของพระเจ้า  ราคาชีวิตของเราแต่ละคน ไม่ว่าจะอยู่ในกรอบนิกายใด เท่ากับ ชีวิตพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน “เพราะว่าค่าจ้างแห่งความบาปคือความตาย” 

  ดังนั้น  ตามความคิดของ คริสตสัมพันธ์ยุคใหม่ คริสตชน ทุกนิกาย หรือทุกคณะ ถึงแม้ว่าเรามีหลักศาสนศาสตร์ ( เทวศาสตร์ )ที่ต่างกัน ให้เรากลับมาหากัน ในหลักของ พระตรีเอกภาพ เราต้องร่วมมือกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน ในองค์ พระเยซูคริสต์ พระมหาไถ่ของพวกเรา  ถึงแม้พวกเราแตกต่างกัน ในวิธีปฏิบัติ ที่ทำให้เราใกล้ชิดกับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากขึ้น หรือเรามีวิธีที่ทำให้เราเข้าถึงพระทัยของพระเยซูเจ้า หรือพระจิตทรงเคลื่อนไหว ในชีวิตเราแต่ละนิกายในรูปแบบที่ต่างกัน  พวกเรายังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่สามารถร่วมมือกันได้ เพราะเรารับใช้ พระผู้ไถ่องค์เดียวกัน เราต้องมาพิจารณาดูว่า เราเหมือน หรือคล้ายกันบ้าง แล้ว เริ่มต้นจากจุดนั้น เพราะสิ่งที่เราเหมือนกันนั้น คือ พระเยซูคริสต์ ที่เป็นศูนย์กลางในชีวิตและพันธกิจของพวกเรา  ผู้รับใช้พระเจ้า “บาทหลวง และศิษยาภิบาล”


%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

( หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความของผู้เขียนที่ใช้พูดในค่าย สัมมนาหลักข้อเชื่อของคาทอลิก และโปรเตสแตนต์ แก่ เณรแสงธรรม และนักศึกษาพระคริสตธรรม ที่บ้านผู้หว่าน ระหว่างวันที่ 13-15 มกราคม 2006 )


End Note

      1. รางวัลโนเบลประกาศผลรางวัลในเดือนตุลาคมของทุกปี และจัดให้มีพิธีมอบรางวัลในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของอัลเฟรด โนเบล วิศวกรชาวสวีเดน ผู้ค้นพบวิธีการทำระเบิดไดนาไมต์  โนเบลเสียชีวิตเมื่อปี ๑๘๙๖ และรางวัลโนเบลถูกริเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๑๙๐๑  นายอัลเฟรด โนเบล ได้ค้าอาวุธจ น ร่ำรวยมาก เขา รู้สึกว่าตนทำบาป เพราะค้าอาวุธให้มนุษย์ฆ่าฟันล้มตายไป แล้วตนเองก็ร่ำรวย  ดังนั้นเขา อยากจะทำความดีกับมนุษยชาติ จึงสละมรดกจำนวน ๙๔เปอร์เซนต์ให้มูลนิธิ ไปหาดอกผลมาเป็นรางวัลให้แก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์แก่มนุษยชาติ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติคุณ  แก่ผู้ที่ทุ่มเทกำลังกาย กำลังสมอง และเริ่มค้นคิด หรือขีดเขียน อันก่อให้เกิดประโยชน์แก่มนุษยชาติ หรือทำให้เกิด ความสันติสุขแก่มนุษยชาติ

        2. พระคริสตธรรม ( seminary ) สถาบันที่อบรม คริสเตียนที่รับกระแสเรียก เป็น ผู้รับใช้พระเจ้า ทำพันธกิจ ในโบสถ์คริสเตียน

@@: ตีพิมพ์ในอิสระรายปักษ์ ฉบับที่ 59 ปักษ์หลัง เดือน มกราคม 2006 หน้า 5-8


ที่มา : www.newmana.com

2006年5月

สิ่งล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ใน Narnia

ภาพยนต์เรื่องนี้ ดัดแปลงมาจาก The Lion, the Witch and the Wardrobe เป็นตอนที่ 2 ใน 7 ตอน ของนิยายคลาสสิกชุด The Chronicles of Narnia ของ C.S. Lewis หรือ Clive Staples Lewis (1898-1963)

นิยายคลาสสิกชุดนี้ ทำยอดขายได้กว่า 85,000,000 เล่มใน 29 ภาษา ทำให้เป็นหนังสือชุดที่ได้รับความนิยมสูงสุด เป็นรองเพียง Harry Potter ของ เจ.เค. โรว์ลิง เท่านั้น

---
ขอเตือนก่อนว่าใครยังไม่ได้ดูแล้วเกิดคิดจะไปดูให้คิดดูก่อนอ่านเพราะบทความนี้เล่าเรื่องให้ฟังตั้งกะต้นจนจบก็ว่าได้ แต่ถ้าใครคิดว่าจะอ่านเพื่อไปดูหนังเรื่องนี้ในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งผู้แต่งได้แฝงสารอะไรเอาไว้ก็อ่านได้ครับ
---

ก่อนอื่นเลย เรามาทำความรู้จักกับผู้แต่งเรื่องนี้ซักนิดนึง

 C.S. Lewis นักเขียนชาวอังกฤษ เกิดปี1898 ซึ่งเขาได้อยู่ในช่วงของสงครามโลกครั้งที่2ด้วย นอกจากนี้ เขายังเป็นนักเขียนหนังสือเกี่ยวกับศาสนามากมายหลายเล่ม โดยตัวเขาเองเมื่อวัยรุ่น ประกาศตนเป็น"อเทวนิยม"(ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า) แต่แล้วเมื่ออายุ33ได้กลับมานับถือคริสตศาสนา นิกายแองกลีกัน แต่เขามีแนวคิดเปิดกว้างกับนิกายอื่นๆ โดยเฉพาะนิกายโรมันคาทอลิค ที่เขามีความเชื่อในหลายๆเรื่องเช่นเรื่องไฟชำระ เขาได้เขียนหนังสือ Christian Reunion ที่วิพากวิจารณ์หลักในคริสตศาสนาทั้งที่เหมือนและแตกต่างในนิกายต่างๆ

ดังนั้น หากคุณเซริ์ชหาชื่อเขา คุณจะพบชื่อเขาอยู่ในเวบหนังสือคริสตศาสนามากมาย ซึ่งมันก็ไม่น่าแปลกอะไร หากแต่ว่าแม้แต่เรื่องนาร์เนีย โดยเฉพาะภาคที่นำมาสร้างเป็นหนังนี้ ก็มีขายหรือมีปรากฏอยู่ตามเวบคริสตศาสนาด้วย

เพราะที่จริง อัสลาน มีตัวตนจริงในโลกของเรา เขาได้มาในโลกเราแล้วจริงๆ เพียงแต่ใช้ชื่ออื่น

 

โลกนาร์เนียถูกสาปโดย แม่มดขาว ดูชื่อว่า อะไรขาวๆน่าจะเป็นคนดี แถมหน้าตาก็สวยงาม แต่ทว่า สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช้ตัวตัดสิน เพราะนิสัยที่อยากจะเป็นใหญ่ ทั้งที่ไม่มีใครเชิญ เราเรียกว่า"กบฏ" และนิสัยที่ล่อหลอกคนด้วยอาหารแบบนี้ ลูอิส ได้ต้นแบบมาจากใครคนหนึ่งที่เขาคุ้นเคยอย่างดี นั่นคือ "ลูชิเฟอร์" ทูตสวรรค์งดงามที่ชื่อแปลว่า"แสงสว่าง" หากแต่พฤติกรรมนั้นคือการอยากเป็นใหญ่และกบฏต่อพระเจ้า และนิสัยคือชอบล่อหลอกผู้อื่น ด้วยของที่ดูเย้ายวนชั่วครู่

เราจะเห็นว่าในหนัง เรียกพวกเด็กๆว่า ลูกชายของอาดัม และลูกสาวของอีฟ แน่นอนทีเดียวว่า ยายแม่มดขาวที่จ้องทำลายลูกหลานอาดัม ด้วยการล่อลวงโดยเฉพาะการใช้อาหารล่อ คือภาพของซาตานที่ปลอมมาเป็นงูในคริสตศาสนาที่ได้ล่อลวงบรรพบุรุษของเขาคือ อาดัมและอีฟด้วยผลไม้ในสวนเอเดนนั่นเอง

ผู้เขียนจงใจใช้สิ่งเดียวกันในการล่อ คือใช้อาหาร เพื่อสร้างภาพเดียวกัน อาหารเป็นเพียงสัญลักษณ์ แทนสิ่งเย้ายวนทางโลกที่มนุษย์พร้อมจะกระโจนเข้าหาและทรยศต่อความดีงามทั้งปวง ทั้งต่อเพื่อนมนุษย์และพระเจ้า ซาตานเองล่อลวงเย้ายวนมนุษย์ให้สิ่งต่างๆที่มนุษย์ต้องการจนดูราวกับเป็นความสุขทั้งๆที่จริงมันเกลียดชังมนุษย์

การที่นางและลูกหลานของอาดัมและอีฟต้องเป็นศัตรูกันก็ตามที่ในไบเบิ้ลได้เขียนไว้เมื่อซาตานได้ล่อลวงอีฟให้ทรยศพระเจ้าด้วยอาหาร ซึ่งเหมือนกับคำทำนายในนาร์เนียเช่นกันว่าผู้ที่จะมาปราบแม่มดขาวคือลูกหลานของอาดัมและอีฟ

ปฐมกาล3-15
เราจะให้เจ้า(ซาตาน)กับสตรีเป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของสตรีจะทำให้หัวของเจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ

และนางทำสิ่งเดียวกับที่ซาตานทำคือนำความหนาวเย็นไร้ชีวิต และความมืดมิดที่ดูขาวสวยงามมาสู่โลกทั้งหมด

 

หมาป่าตอแหล

ในหนังเราจะเห็นว่าสมุนของแม่มดขาวคือหมาป่า ซึ่งเป็นหมาป่าที่พูดมากจริงๆ และไม่ได้พูดธรรมดา มันพูดโกหก ขนาดเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นตอนหิมะละลาย ยังโกหกเด็กๆว่าแม่มดขาวเพียงแต่จะขอให้กลับไปเท่านั้น ทั้งที่จริงจะฆ่า หรือพูดจาให้เสียกำลังใจ อันจะเห็นว่าความร้ายของมันไม่ได้อยู่ที่การกัด แต่อยู่ที่การโกหกซะมากกว่า

ในคริสตศาสนาหมาป่าคือสัญลักษณ์ของสมุนซาตานที่ทำลายความเชื่อที่ถูกต้องและเป็นจอมหลอกลวง

มธ 7:15
จงระวังประกาศกเทียมซึ่งมาพบท่าน นุ่งห่มเหมือนแกะ แต่ภายในคือสุนัขป่าดุร้าย

ยน 10:11
เราเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี ผู้เลี้ยงแกะย่อมสละชีวิตเพื่อแกะของตน ลูกจ้าง ที่ไม่ใช่ผู้เลี้ยงแกะ และไม่เป็นเจ้าของแกะ เมื่อเห็นสุนัขป่าเข้ามา ก็ละทิ้งบรรดาแกะและหนีไป สุนัขป่าแย่งชิงแกะ และฝูงแกะก็กระจัดกระจายไป

กจ 20:28
ท่านทั้งหลายจงดูแลตนเองและฝูงแกะที่พระจิตเจ้าทรงแต่งตั้งท่านให้เป็นผู้ดูแล เพื่อเลี้ยงดูพระศาสนจักรของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงได้มาด้วยพระโลหิตของพระบุตร ข้าพเจ้ารู้ว่า เมื่อข้าพเจ้าจากไปแล้ว สุนัขป่าดุร้ายจะเข้ามาในกลุ่มของท่านและจะทำร้ายฝูงแกะ แม้ในกลุ่มของท่านก็จะมีบางคนลุกขึ้นกล่าวบิดเบือนความจริงเพื่อโน้มน้าวบรรดาศิษย์ให้ติดตามตน เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังไว้เถิด

 

อัสลาน-สิงโตที่เป็นกษัตริย์แห่งกษัตริย์

อัสลานในเรื่องนั้นไม่ใช่สิงโตธรรมดา เพราะมีทั้งพลังอำนาจพิเศษ แถมปรากฎตัวขึ้นมา แบบว่าอยู่ๆก็มา

เยเรมีย์ 25-38
พระองค์ทรงออกจากที่ซุ่มของพระองค์อย่างสิงห์หนุ่ม เพราะว่า แผ่นดินของเขาทั้งหลายเป็นที่ร้างเปล่า

เพราะแท้จริงแล้ว อัสลานของลูอิส คือภาพสะท้อนของ พระเยซูคริสต์ ผู้มีอีกพระฉายาหนึ่งว่า สิงห์แห่งยูดาห์

วิวรณ์5-5
ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดกับข้าพเจ้าว่า “อย่าร้องไห้เลย ดูเถิด สิงโตจากตระกูลยูดาห์ หน่อเนื้อเชื้อไขของกษัตริย์ดาวิดทรงได้รับชัยชนะแล้ว”

พระเยซูเจ้ามีเชื้อสายกษัตริย์ดาวิด มาจากตระกูลยูดาห์ ซึ่งในทางคริสตศาสนา คำว่า สิงห์แห่งยูดาห์ ก็จะหมายถึงพระเยซูเจ้าโดยทันที

ลูอิสจงใจให้อัสลานเป็นสิงโต แถมเป็นสิงโตที่รักเด็ก

มีทั้งความน่าเกรงขามที่แม้แต่แม่มดขาวเองยังกลัว และมีทั้งความอบอุ่นอ่อนโยนที่เด็กๆเข้าหาได้อย่างสนิทใจ เหมือนพระเยซูเจ้าที่ในชีวิตพระองค์มีเด็กๆรายล้อมเสมอ แต่ทว่าซาตานกลับกลัวพระองค์จนหัวหด

และเพื่อจะลบล้าง ความผิด ที่ได้มีการจารึกกฎไว้นมนานแล้ว(จำได้ไม๊ว่ามีประโยคหนึ่งที่อัสลานพูดเป็นนัยว่าเมื่อตอนตั้งกฎนี้เขาก็อยู่ที่นั่นด้วยแสดงว่าอัสลานอยู่มานานมาก นานตั้งแต่แรกเริ่ม และอยู่ร่วมกับผู้สร้างกฎทั้งมวล) กฏคือ ผู้ที่ทรยศหันไปเชื่อนางแม่มดขาว ต้องตาย และต้องให้เลือดคนนั้นเป็นของแม่มดขาว แปลง่ายๆคือคนที่ทิ้งพระเจ้าหันไปเชื่อซาตาน ต้องตายและตกนรกไปอยู่กับซาตาน เอ็ดมันด์ น้องคนที่3ที่แท้จริงจะต้องตกเป็นของแม่มดขาว เพราะเขาเชื่อนาง และทรยศทุกคน แต่อัสลานกลับขอตายเพื่อแลกชีวิตเขา และภาพการตายของอัสลาน ที่สละชีวิตของตนเพื่อไถ่บาปคนอื่นนั้น คือภาพที่ชัดเจนของพระเยซูเจ้าเอง

ยน 15:13
ไม่มีใครมีความรักยิ่งใหญ่กว่าการสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหาย ท่านทั้งหลายเป็นมิตรสหายของเรา

1คร 15:22
มนุษย์ทุกคนตายเพราะอาดัมฉันใด มนุษย์ทุกคนก็จะกลับมีชีวิตเพราะพระคริสตเจ้าฉันนั้น

 

การสารภาพบาป

หลังจากเอ็ดมันด์หลงผิดไป เขาได้เข้ามาสารภาพผิดต่ออัสลาน และอัสลานได้สั่งสอนเขา และขอให้พี่น้องของเขายกโทษแก่เขาด้วย

คส 3:13
จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน หากมีเรื่องผิดใจกันก็จงยกโทษกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้อภัยความผิดของท่านอย่างไร ท่านก็จงให้อภัยแก่เขาอย่างนั้นเถิด

ฉากนี้ดูเหมือนภาพของการสารภาพบาปในคริสตศาสนาอย่างมาก

 

การตายและกลับคืนชีพของอัสลาน

อัสลาน ตายเพื่อไถ่บาปของคนบาป(เอ็ดมันด์)ที่หันไปเชื่อแม่มดขาว ซึ่งที่จริงแล้วเขาต้องเป็นแม่มดขาว(ซาตาน) โดยอัสลานยื่นข้อเสนอนี้แก่แม่มดขาวเอง เขายินดีตายเพื่อไถ่บาปคนอื่น

ภาพการเดินขึ้นบันไดไปตายของอัสลานนั้น แทบจะเป็นภาพเดียวกันในสิ่งที่พระเยซูเจ้าได้รับ พระองค์ไม่ได้โดนบังคับ แต่พระองค์เต็มใจรับทรมานและสละชีวิตนั้น

ยน 10:17
พระบิดาทรงรักเรา เพราะเราสละชีวิตของเราเพื่อจะเอาชีวิตนั้นคืนมาอีก ไม่มีใครเอาชีวิตไปจากเราได้
แต่เราเองสมัครใจสละชีวิตนั้นเรามีอำนาจที่จะสละชีวิตของเรา และมีอำนาจที่จะเอาชีวิตนั้นคืนมาอีก
นี่คือพระบัญชาที่เราได้รับจากพระบิดาของเรา

เมื่อพระเยซูยอมรับความตาย ทรงถูกสบประมาทถูกเยาะเย้ย อัสลานถูกตบตี ถูกทึ้งขน ทำให้อับอาย ถูกมัด และตัวอัสลานเองก็หวาดกลัวและทรมาณกับการโดนทารุณกรรมและความตายนี้

และคำหนึ่งที่แม่มดขาวตะโกนออกมาต่อประชาชนของนางก่อนจะฆ่าอัสลานนั้นคือคำว่า

จงดู! ราชสีห์ผู้ยิ่งใหญ่!

ซึ่งเป็นคำเดียวกันกับที่ปิลาตตะโกนบอกประชาชนเมื่อจะประหารพระเยซูว่า

จงดู! ชายผู้นี้

เมื่ออัสลานตายสิ่งที่น่าสังเกตุอย่างมากคือลูอิสจงใจให้ "ผู้หญิง2คน" มาเป็นพยานในการกลับคืนชีพของอัสลาน และภาพการกลับคืนชีพของอัสลาน ที่อยุ่ๆแผ่นดินไหว แท่นบูชายัญหัก ศพหายไป แต่ปรากฎตัวใหม่ในเวลาเช้าตรู่ แต่สตรีทั้งสองกลับไม่เห็นศพ แต่เห็นเมื่อกลับคืนชีพแล้วอย่างรุ่งโรจน์ ลองอ่านเทียบกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ลบทนี้ดู

มธ 28:1
หลังจากวันสับบาโตเช้าตรู่ของวันต้นสัปดาห์ มารีย์ชาวมักดาลาและมารีย์อีกผู้หนึ่งไปดูพระคูหา บัดนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าลงจากสวรรค์เข้าไปกลิ้งหินออกและนั่งบนหินนั้น ใบหน้าของทูตสวรรค์แจ่มจ้าเหมือนสายฟ้า อาภรณ์ขาวราวหิมะ ทหารยามตกใจกลัวทูตสวรรค์จนตัวสั่นหน้าซีดเหมือนคนตาย ทูตสวรรค์กล่าวแก่สตรีทั้งสองคนว่า “อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านกำลังมองหาพระเยซู ผู้ถูกตรึงบนไม้กางเขน พระองค์มิได้ประทับอยู่ที่นี่ เพราะทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วตามที่ตรัสไว้ มาซิ มาดูที่ที่เขาวางพระองค์ไว้ แล้วจงรีบไปบอกบรรดาศิษย์ว่า ‘พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายแล้ว พระองค์เสด็จล่วงหน้าท่านไปในแคว้นกาลิลี ท่านจะพบพระองค์ที่นั่น’ นี่คือข่าวดีที่ข้าพเจ้าแจ้งแก่ท่าน” สตรีทั้งสองคนมีทั้งความกลัวและความยินดีอย่างยิ่ง รีบออกจากพระคูหาวิ่งไปแจ้งข่าวแก่บรรดาศิษย์ของพระองค์ ทันใดนั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาพบสตรีทั้งสองคน ตรัสว่า “จงยินดีเถิด” ทั้งสองคนจึงเข้าไปใกล้ กอดพระบาทนมัสการพระองค์

นอกจากนี้อัสลานยังมีคำพูดทิ้งท้ายที่ว่า แม่มดขาวไม่เข้าใจความหมายแท้จริงของการเสียสละของอาถรรพ์ล้ำลึก จึงคิดว่าการฆ่าอัสลานหมายถึงนางชนะ

ซึ่งก็ตรงกับพระคัมภีร์อีกครั้ง

1คร 2:7
แต่เรากล่าวถึงพระปรีชาญาณ ของพระเจ้า เป็น ธรรมล้ำลึกอันซ่อนเร้นซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดล่วงหน้าไว้ก่อนปฐมกาลสำหรับสิริรุ่งโรจน์ของเรา ไม่มีผู้ปกครองโลกนี้ผู้ใดล่วงรู้พระปรีชาญาณนี้ เพราะถ้าเขารู้ เขาคงไม่ตรึงกางเขนองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระสิริรุ่งโรจน

 

อัสลานสร้างโลก

ในภาคกำเนิด คือ 'The Magician's Nephew' (1955) ได้มีการบรรยายฉากที่อัสลานสร้างนาร์เนียขึ้นด้วยการร้องเพลง

ซึ่งในความเชื่อคริสตศาสนา เพราะเชื่อว่าพระเยซูเจ้าคือพระบุตร เป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาเมื่อทรงสร้างโลกด้วย

ฮบ 1:1
ในอดีต พระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเราโดยทางประกาศกหลายวาระและหลายวิธี ครั้นสมัยนี้เป็นวาระสุดท้าย พระองค์ตรัสกับเราโดยทางพระบุตร พระเจ้าทรงสถาปนาพระบุตรให้เป็นทายาทครอบครองทุกสิ่ง
พระองค์ทรงสร้างจักรวาลเดชะพระบุตรนี้ พระบุตรทรงเป็นรังสีแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า ทรงเป็นภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์ขององค์พระเจ้า พระบุตรทรงผดุงจักรวาลไว้ด้วยพระวาจาทรงฤทธิ์ บัดนี้ พระบุตรทรงลบล้างมลทินแห่งบาปเสร็จสิ้นแล้ว จึงเสด็จขึ้นสวรรค์ประทับ ณ เบื้องขวาแห่งพระมหิทธานุภาพ

 

ลมหายใจที่ให้ชีวิต

เรายังมีฉากที่เหลือเชื่อ ที่อัสลานสามารถคืนชีวิตให้กับผู้ที่ถูกสาปเป็นหินโดยลมหายใจของเขา

ปฐมกาล2:7
พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน ระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต

วว 11:7
เมื่อเสร็จสิ้นการเป็นพยานแล้ว สัตว์ร้ายที่ขึ้นมาจากบาดาล จะสู้รบกับพยานนี้ จะมีชัยชนะและฆ่าพยาน ศพของพยานจะอยู่ที่ลานของนครใหญ่ซึ่งเรียกเป็นสัญลักษณ์ว่าโสดมและอียิปต์ ณ ที่นั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเขาถูกตรึงกางเขน ประชาชนหลายประเทศ หลายเผ่า หลายภาษา หลายชาติจะมองดูศพของพยานอยู่สามวันครึ่ง และไม่ยอมให้นำศพไปฝังไว้ในคูหา ผู้อาศัยบนแผ่นดินจะยินดีที่เขาตาย จะฉลองและแลกเปลี่ยนของขวัญกัน เพราะประกาศกทั้งสองคนนี้ทรมานบรรดาผู้อาศัยอยู่บนแผ่นดินด้วย” สามวันครึ่งหลังจากนั้น พระเจ้าจะทรงเป่าลมปราณแห่งชีวิตเข้าไปในพยานทั้งสองคนเขาจะลุกขึ้นยืน ทุกคนที่แลเห็นจะหวาดกลัวอย่างมาก

จะเห็นว่าการคืนชีวิต ด้วยการเป่าลม ให้กับคนที่ตายไปแล้ว หรือก้อนหินก้อนดินเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำได้ และการที่พระเยซูเจ้าตายและกลับคืนชีพโดยไม่ลืมที่จะคืนชีวิตหรือกลับไปช่วยผู้ที่พลาดแพ้แก่ซาตาน (แพ้แก่แม่มดขาว) ก่อนหน้าที่พระเยซู(อัสลาน)จะมานั้นก็ทรงไม่ลืมที่จะทำด้วย กล่าวคือเมื่ออัสลานคืนชีพเป็นคนแรกก็สามารถทำให้คนอื่นคืนชีพได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นหิน(ตาย)ก่อนหรือหลังการตายและการคืนชีพของอัสลานก็ตาม

1คร 15:20
ความจริง พระคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย เป็นผลแรกของบรรดาผู้ล่วงหลับไปแล้ว ความตายมาจากมนุษย์คนหนึ่งฉันใด การกลับคืนชีพของบรรดาผู้ตายก็มาจากมนุษย์คนหนึ่งฉันนั้น มนุษย์ทุกคนตายเพราะอาดัมฉันใด มนุษย์ทุกคนก็จะกลับมีชีวิตเพราะพระคริสตเจ้าฉันนั้น แต่จะเป็นไปตามลำดับของแต่ละคน พระคริสตเจ้าทรงเป็นผลแรก ต่อไปก็คือผู้ที่เป็นของพระคริสตเจ้า เมื่อพระองค์จะเสด็จมา แล้วจะถึงวาระสุดท้าย เวลานั้นพระองค์จะทรงมอบพระอาณาจักรให้แก่พระเจ้าพระบิดา หลังจากทรงทำลายการปกครอง อำนาจและอานุภาพทั้งหลาย เพราะพระคริสตเจ้าจะต้องทรงครองราชย์จนกว่าพระเจ้าจะทรงปราบศัตรูทั้งมวลให้อยู่ใต้พระบาทของพระองค์ ศัตรูสุดท้ายที่จะถูกทำลายคือความตาย เพราะพระเจ้าทรงปราบทุกสิ่งให้อยู่ใต้พระบาทของพระองค์

และในความเชื่อที่ว่าหลังจากพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์ พระเยซูเจ้าได้เสด็จไปช่วยวิญญาณที่ถูกจองจำอยู่ในแดนผู้ตาย ตั้งแต่สมัยโนอาห์คือก่อนสมัยพระองค์จะเสด็จมาบังเกิดในโลกหลายพันปี

1ปต 3:18-22 การเสด็จสู่แดนผู้ตายและการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า
พระคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์เพียงครั้งเดียวเพราะบาป พระองค์ผู้ทรงชอบธรรมสิ้นพระชนม์เพื่อคนอธรรม พระองค์จะทรงนำเราไปเฝ้าพระเจ้า พระองค์ทรงถูกประหารในสภาพมนุษย์ แต่พระจิตเจ้าประทานชีวิตให้พระองค์อีก พระจิตเจ้ายังทรงนำพระองค์ไปประกาศความรอดพ้นแก่จิตที่ถูกจองจำ ในกาลก่อน จิตเหล่านี้ไม่ยอมเชื่อฟังเมื่อพระเจ้าทรงอดทนรอคอย ขณะที่โนอาห์กำลังต่อเรือ ซึ่งช่วยชีวิตคนจำนวนน้อย นั่นคือเพียงแปดชีวิตให้รอดพ้นจากน้ำวินาศ น้ำนั้นเป็นรูปแบบของศีลล้างบาปที่ช่วยท่านให้รอดพ้นในเวลานี้ มิใช่เป็นการชำระล้างมลทินทางร่างกาย แต่เป็นการวอนขอต่อพระเจ้าด้วยมโนธรรมบริสุทธิ์เดชะการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสตเจ้า ผู้เสด็จสู่สวรรค์และประทับ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าโดยมีทูตสวรรค์ทั้งศักดิเทพและอิทธิเทพทั้งหลายอยู่ใต้พระอำนาจของพระองค์

 

การครองราชของผู้อยู่ฝ่ายอัสลาน

วว 5:9
เพราะพระองค์ทรงถูกประหาร ทรงหลั่งพระโลหิตไถ่กู้มนุษย์สำหรับพระเจ้า จากทุกเผ่า ทุกภาษา ทุกประเทศ ทุกชาติ ทรงทำให้เขาเหล่านั้นเป็นสมณราชตระกูลสำหรับพระเจ้าของเรา เขาจะครองราชย์เหนือแผ่นดิน

ในหนังลูกหลานอาดัมที่เลือกฝ่ายอัสลานแทนแม่มดขาวได้ครองราชย์เป็นกษัตริย์พร้อมอัสลาน

วว 20:4
ข้าพเจ้าเห็นบัลลังก์หลายหลัง และบรรดาผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั้นได้รับอำนาจที่จะพิพากษา ข้าพเจ้าเห็นวิญญาณของผู้ที่ถูกตัดศีรษะเพราะคำพยานถึงพระเยซูเจ้าและเพราะพระวาจาของพระเจ้า ข้าพเจ้ายังเห็นผู้ที่ไม่ได้กราบนมัสการสัตว์ร้ายและ รูปปั้นของมัน และไม่ยอมสักตราไว้บนหน้าผากหรือที่มือ เขาเหล่านั้นกลับมีชีวิต และเข้าครองราชย์พร้อมกับพระคริสตเจ้า

 

การจากไปของอัสลานและการกลับมาครั้งที่สองของเขา

หลังการเฉลิมฉลอง อยู่ๆอัสลานก็หายไปจากชายฝั่ง ทัมนัสบอกลูซี่ว่า เขาจะกลับมาอีก

กจ 1:9
เมื่อตรัสดังนี้แล้ว พระองค์เสด็จขึ้นสวรรค์ต่อหน้าเขาทั้งหลาย เมฆบังพระองค์จากสายตาของเขา เขายังคงจ้องมองท้องฟ้าขณะที่พระองค์ทรงจากไป ทันใดนั้นมีชายสองคนสวมเสื้อขาวปรากฏกับเขา กล่าวว่า “ชาวกาลิลีเอ๋ย ท่านทั้งหลายยืนแหงนมองท้องฟ้าอยู่ทำไม พระเยซูเจ้าพระองค์นี้ที่ทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ จะเสด็จกลับมาเช่นเดียวกับที่ท่านทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงจากไปสู่สวรรค์”

ดังนั้นกล่าวโดยสรุป The Chronicles of Narnia: The Lion, the Witch and the Wardrobe คือภาพการถ่ายทอดเรื่องของการไถ่บาปของพระเยซูเจ้า ออกมาในรูปแบบสนุกสนาน และแฟนตาซี ซึ่งช่วยทำให้เรื่องเข้าใจยากๆ อย่างการตายไถ่บาปและกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า เข้าสู่ความเข้าใจของเด็กๆได้ง่ายขึ้น ผ่านตัวละคร และเหตุการณ์ที่เป็นสัญลักษณ์มากมาย

ดังนั้นผู้ได้ชมหรืออ่าน สามารถเสพเอาเฉพาะความสนุกสานก็ได้ หรือจะได้รับทั้งความสนุกสนาน และได้สาระอันมีคุณค่าก็เหมือนกับขุดพบขุมทรัพย์อันล้ำค่าในผืนนาอันอุดมสมบูรณ์ อันเป็นประโยชน์ต่อที่สอง

ขอให้ทุกท่านสนุกกับวรรณกรรม และภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมของโลก และได้ครองราชร่วมกับอัสลานตลอดไปครับ


ที่มา : www.newmana.com

พระเจ้ามีจริง?

นักธุรกิจหนุ่มใหญ่คนหนึ่งมัวยุ่งกับงานที่รัดตัวจนไม่มีเวลาดูแลตัวเองเท่าไหร่นัก ในวันหยุดวันหนึ่งเขามองดูตัวเองในกระจกเห็นผมที่เริ่มยาวและหนวดที่เริ่มไม่เป็นทรงของตัวเอง จึงคิดในใจว่าได้เวลาต้องไปตัดผมแล้ว เขาก็ออกจากบ้านตรงไปยังร้านตัดผมทันที

ขณะที่ช่างตัดผมและแต่งหนวดให้นั้น ช่างก็ชวนคุยเรื่องต่างๆไปเรื่อย แต่ไม่รู้ไปยังไงมายังไงสุดท้ายลงเอยด้วยเรื่องพระเจ้าได้ ช่างตัดผมพูดว่า "ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง"

"ทำไมล่ะ?" นักธุรกิจถาม

"ก็...ง่ายๆเลยนะ คุณลองออกไปข้างนอกโน่นแล้วคุณจะรู้ว่าไม่มีพระเจ้า อ่ะ...ถ้ามีพระเจ้าจริงนะ บอกผมหน่อย ทำไมถึงมีคนเจ็บป่วยมากมายขนาดนี้? ทำไมมีเด็กกำพร้า เด็กถูกทอดทิ้งเต็มบ้านเต็มเมืองอย่างนี้? ถ้าพระเจ้ามีจริงก็จะต้องไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความทุกข์ทรมาน ผมนึกไม่ออกว่าพระเจ้าที่ใครๆบอกว่าเป็นพระเจ้าแห่งความรักจะให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ยังไง?"

นักธุรกิจผู้นี้ก็นิ่งคิดในใจว่าจะตอบอย่างไรดี แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจไม่พูดอะไร เนื่องจากเกรงว่าจะกลายเป็นเหตุให้เกิดการทุ่มเถียงกัน

เมื่อช่างได้ตัดผมและแต่งหนวดให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว นักธุรกิจผู้นี้ก็จ่ายเงินแล้วตั้งใจว่าจะตรงกลับบ้านเลย แต่ขณะที่ยังยืนอยู่หน้าร้านเขาก็เห็นชายคนหนึ่งผมยาวรุงรัง หนวดเครายาวเฟิ้ม ดูไม่สะอาดสะอ้านเอาซะเลย นักธุรกิจผู้นี้ก็กลับเข้าไปในร้านแล้วพูดกับช่างตัดผมว่า
"คุณรู้อะไรมั้ย? ช่างตัดผมไม่มีจริงหรอก"

ช่างตัดผมงง "ทำไมพูดอย่างงั้นล่ะ ก็ผมนี่ไง! แล้วผมก็เพิ่งจะตัดผมแล้วก็แต่งหนวดให้คุณเมื่อกี๊นี่เอง"

นักธุรกิจพูดต่อ "ไม่หรอก ไม่มีช่างตัดผมจริงหรอก เพราะถ้าช่างตัดผมมีจริง ก็จะต้องไม่มีคนผมยาว หนวดเครายาวรุงรัง ดูอย่างผู้ชายคนที่อยู่ข้างนอกนั่นสิ"

ช่างตัดผมมองไปที่ชายคนนั้นแล้วพูดว่า "โห...แต่ยังไงก็ตาม ช่างตัดผมมีจริงๆ! ก็คนเหล่านั้นเขาไม่ได้มาให้ผมตัดให้นี่"

"ถูกต้อง!" นักธุรกิจตอบอย่างมั่นใจ "ประเด็นอยู่ตรงนั้นแหละ! พระเจ้าก็มีอยู่จริง! แต่คนไม่มาหาพระองค์ ไม่แสวงหาพระองค์ โลกจึงมีความเจ็บปวดทรมานมากมายขนาดนี้"

 บรรดาผู้ลำบากเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข. มัทธิว 12:28


มีเรื่องเล่ากันมาว่า ครั้งหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในโรงเรียนชั้นประถมศึกษาแห่งหนึ่ง คือครูประจำชั้นได้พูดกับนักเรียนประจำชั้นปีที่หกว่า

ครู : พวกเธอมองเห็นฉันหรือไม่?

นักเรียน : ครับ พวกเรามองเห็นครู
ครู : ดังนั้น ครูจึงปรากฏตัวขึ้นให้พวกเธอเห็น แล้วพวกเธอมองเห็นกระดานดำหรือไม่?
นักเรียน : ครับ พวกเรามองเห็นกระดานดำ
ครู : ดังนั้นกระดานดำจึงมีให้พวกเธอเห็น แล้วพวกเธอมองเห็นโต๊ะที่ตั้งอยู่หน้าชั้นเรียนนี้หรือไม่?
นักเรียน : ครับ พวกเรามองเห็นมัน
ครู : ดังนั้น โต๊ะจึงมีให้พวกเธอมองเห็น แล้วพวกเธอมองเห็นพระเจ้าหรือไม่?
นักเรียน : ไม่ครับ!
ครู : ดังนั้นพระเจ้าจึงไม่มี
มีนักเรียนหัวใสคนหนึ่ง ยืนขึ้นถามเพื่อนนักเรียนว่า : แล้วพวกเธอมองเห็นสติปัญญาของครูหรือไม่?
นักเรียนตอบว่า : ไม่ พวกเรามองไม่เห็นสติปัญญาของครู!
นักเรียนหัวใส : ดังนั้น สติปัญญาของครูจึงไม่มี!


แม่.....ลูกช่วยไปเอาไม้กวาดหลังบ้านให้แม่หน่อยดิ
ลูกชาย....ไม่เอามืด หนูกลัว
แม่....ไม่ต้องกลัวลูก พระเจ้าอยู่กับลูก อยู่กับบ้านเรา
ลูกชาย...จริงเหรอแม่ แล้วพระเจ้าจะอยู่ที่ข้างหลังบ้านไหม
แม่....แน่นอนลูก ลูกรีบไปเอาไม้กวาดมาให้แม่ ไม่ต้องกลัวพระเจ้าอยู่ที่นั่นจ้า
ลูกชาย....กั๊บๆๆ

ลูกชายเดินไปที่หลังบ้าน แล้วเปิดประตูออกไป พร้อมกับตะโกนว่า
"พระเจ้าคับ ส่งไม้กวาดให้หนูด้วย หนูกลัวจะออกพ้นประตู"


ที่มา : www.newmana.com

แม่พระในมุมมองนักศาสนศาตร์สตรีคริสเตียน : โดย โปรดปราน ( พีพี )

“คริสตจักรโปรเตสแตนต์ของไทยมีที่ให้แม่พระบ้างไหม?” คำถามนี้ก้องอยู่ในหูหลายปี ฉันจำเจ้าของเสียงได้ดีว่าท่านเป็นบาทหลวงชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นอาจารย์ของฉัน จำได้ว่าตัวเองตอบคุณพ่ออย่างอ้อมแอ้มว่า “ อ่ะ มี ...มีค่ะ แต่เราไม่เน้นแบบคาทอลิกค่ะ”

ต่อมาเมื่อมีโอกาสเรียนเพิ่มเติมวิชาศาสนศาสตร์สตรี (Womanist Theology=Feminist Theology ) และ ศาสนศาสตร์แห่งปลดปล่อย (Liberation Theology ) ฉันประทับใจงานเขียนนักศาสนศาสตร์สตรี ชาวเกาหลีใต้ท่านหนึ่ง คือ Dr.Chung Hyun Kyung จากหนังสือ “Struggle to be the Sun Again” ดร.ชอง โปรยด้วยคำถาม ว่า “มีกี่คริสตจักรของโปรเตสแตนต์ที่มีที่ให้พระมารดามารีย์ นอกเหนือเรื่องของสาวพรหมจารีย์ตอนคริสตสมภพ” ดร.ชอง กล้าพูดตำหนิคริสตจักรโปรเตสแตนต์ ว่า “คริสตจักรได้กดขี่สตรีโดยการโละหรือยุติบทบาทของแม่พระจากคริสตจักร” ขณะเดียวกัน เธอก็มองที่พระศาสนจักรคาทอลิกโดยมีความเห็นว่า “พระศาสนจักรมีที่ให้แม่พระก็จริง แต่ก็ยังจำกัดบทบาทของพระมารดามารีย์” ตามความเข้าใจของ ดร.ชอง เธอเห็นว่า พระศาสนจักรคาทอลิกยกย่องแม่พระอย่างสูงส่งว่าเป็นพระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่พระนางไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก ภาพของแม่พระที่นักศาสนศาสตร์สตรีมองไปที่คริสตชนคาทอลิก ว่ามีที่ให้แม่พระเพื่อไว้พึ่งพาสวดอ้อนวอนแบบเด็กขี้อ้อน เป็นคลังรับฝากเรื่องไปถึงพระบุตรเสียมากกว่า

กลับมาที่คริสตจักรโปรเตสแตนต์ ยุคแล้วยุคเล่า เมื่อกล่าวถึงพระมารดามารีย์ ก็จะพบฉากของสาวน้อย พรหมจารีย์ ผู้อ่อนเยาว์ ไร้เดียงสาและกล้าหาญยิ่ง เราจะได้ยินเสียงที่ไพเราะหูของเธอ สนทนากับทูตสวรรค์กาเบรียลว่า “ข้าพเจ้าเป็นทาสีของพระเป็นเจ้า ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน (ลูกา ๑.๓๘) ดร.ชองได้แสดงความคิดว่า มารีย์ สาวพรหมจารีย์ที่อ่อนหวานหยดย้อย เช่นนี้ คือสุภาพสตรีที่สุภาพบุรุษสร้างเธอขึ้นมาต่างหาก

 

สอง-สามทศวรรษมาแล้ว ที่นักศาสนศาสตร์สตรีโปรเตสแตนต์ชาวเอเชีย ได้ค้นหาบทบาทของแม่พระในคริสตจักรโปรเตสแตนต์ พร้อมทั้งเสนอมุมมองใหม่ในบริบทท้องถิ่นของชาวเอเชีย ดังนั้นพวกเราจึงเห็นบทบาทของแม่พระว่าเป็นสตรีที่เข้มแข็ง เป็นยอดหญิงที่สุดยอดของความอดทน เป็นที่พึ่งของลูกตั้งแต่วินาทีแรกที่พระกุมารอยู่ในครรภ์ แม่พระทรงร่วมทุกข์ และเคียงข้างกับลูกชายสุดที่รักจนถึงนาทีสุดท้ายในชีวิตของพระบุตร ซึ่งไม่แตกต่างกับมารดาชาวเอเชีย ที่ได้ทุ่มเททั้งชีวิตให้ลูกๆ ของพวกนาง

บทบาทของแม่พระในมุมมองของนักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียน
๑. สาวพรหมจารีย์: ต้นแบบของกุลสตรี

นักศาสนศาสตร์สตรีโปรเตสแตนต์ ชาวอินโดนีเซีย อย่าง Marianne Katoppo มีความเห็นว่า มารีย์ สาวพรหมจารีย์ มีความหมายว่าเธอได้รับการปลดปล่อยจากบุรุษและมีเสรีภาพในการรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า “พรหมจารีย์”ได้ให้เสรีภาพมารีย์ที่สามารถติดต่อกับพระเจ้าโดยตรง มารีย์จึงค้นพบคุณค่าของตัวเอง ว่าเธอเป็นใคร และเกิดมาเพื่อทำอะไรในโลกนี้

ความจริงแล้ว “พรหมจารีย์”คือ “ภาวะอิสระ” ของสตรี นั่นหมายถึงความเป็นสตรีทั้งหมดของมารีย์ที่เธอสามารถเปิดต้อนรับคนอื่นๆ ทางด้าน ดร.Park Soon Kyung นักศาสนศาสตร์สตรีเกาหลีใต้อีกคนหนึ่ง แย้งว่าพระกุมารเยซูประสูติจากสาวพรหมจารีย์ มีความหมายว่า “ เหตุการณ์กำเนิดของชีวิตใหม่ไม่มีบุรุษเกี่ยวข้อง” กำเนิดจากพรหมจารีย์คือการยุติบทบาททางสังคมที่ฝ่ายบิดามีอำนาจเหนือสตรี ส่วนศาสนศาสตร์แห่งการปลดปล่อยตีความหมายว่า “กำเนิดจากพรหมจารีย์”คือสัญลักษณ์ของพระเจ้าที่บอกกับบุรุษว่า พระองค์ทรงพิพากษาพวกเขาที่ได้กดขี่สตรี ในเหตุการณ์นี้พระเจ้าตรัสกับบุรุษเพศว่าการกดขี่สตรีเพศของพวกเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว

กลับมาที่ด้านสตรีเพศ พวกเธอต้องเข้าใจว่า ความรอดของมนุษยชาตินั้นไม่มีบุรุษเพศก็เพียงพอ คริสตจักรโปรเตสแตนต์เน้นเรื่องพระกุมารกำเนิดจากหญิงพรหมจารีย์เป็นการอัศจรรย์ สะอาดบริสุทธิ์ ไม่เป็นมลทินเพราะความสัมพันธ์ทางเพศ หรืออีกนัยหนึ่งเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงเลือกร่างกายของสตรีเพศเพื่อพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ ดังนั้นมารีย์หญิงพรหมจารีย์ ได้พ้นอำนาจของบุรุษเพศ ตามคำสอนของบรรพชน โดยเธอมาอยู่ภายใต้อำนาจของพระเจ้า สาวน้อยพรหมจารีย์มารีย์มีเสรีภาพในการตัดสินใจ เธอจึงเป็นอิสระในการเลือกและตัดสินใจ เพื่อจะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้า มารีย์สาวพรหมจารีย์ จึงเป็นแบบของกุลสตรีที่ได้รับการปลดปล่อย และใช้ชีวิตที่มีคุณค่าและสูงส่ง เพื่อถวายเกียรติแด่พระเป็นเจ้า

๒. มารีย์ มารดาผู้ประเสริฐ:อุทิศชีวิตแด่พระเจ้า

มารีย์สาวพรหมจารีย์ คือสตรีที่กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว เด็ดขาด เธอสามารถก้าวออกจากกรอบของธรรมเนียมหรือจารีตดั้งเดิมที่บุรุษเพศเป็นใหญ่ เธอเลือกที่จะให้กำเนิดชีวิตใหม่ที่มาจากน้ำพระทัยพระเจ้า นั่นคือเธอยอมออกจากอำนาจเดิมที่ฝ่ายบิดาเป็นผู้กุมชะตาและลิขิตชีวิตเธอ โดยเข้ามาอยู่ใต้อำนาจของพระเจ้า มอบชีวิตให้พระเจ้าทรงลิขิต การตัดสินใจของมารีย์เกิดขึ้นหลังจากฟังสารจากทูตของพระเจ้าว่าเธอนั้นเป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเลือกครรภ์ของเธอ เพื่อพระมหาไถ่ พระองค์ทรงเลือกเธอให้ทำหน้าที่เป็นมารดาเลี้ยงดูพระกุมารน้อยซึ่งเป็นบุคคลที่สำคัญยิ่ง ( ดู ลูกา ๑.๒๖-๕๖ )

เรื่องที่ทูตของพระเจ้าแจ้งแก่มารีย์ฟังง่ายแต่เข้าใจยากมาก แต่มารีย์กล้าหาญตัดสินใจทันที เพราะเธอมีความเชื่อและวางใจพระเจ้ามากกว่าสิ่งอื่นใด เธอเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปได้เสมอสำหรับพระเจ้า เธอพร้อมที่จะอุทิศชีวิตทั้งใจและกาย เพื่อให้กำเนิดพระเมสสียาห์ เพราะเธอรู้ดีว่าพระเมสสียาห์ คือบุคคลพิเศษที่ชนชาติของเธอรอคอยมานานแสนนาน มารีย์สาวน้อยพรหมจารีย์มีจิตใจเปี่ยมไปด้วยความเมตตา เธอมีความไวต่อความรู้สึกของคนอื่น เธอต้องการช่วยชนชาติของเธอให้ได้รับการปลดปล่อย ดังนั้น เมื่อกาเบรียลทูตของพระเจ้าแจ้งข่าวว่าพระเจ้าทรงเลือกครรภ์บริสุทธิ์ของเธอ เพื่อให้กำเนิดพระเมสสียาห์ หรืออีกนัยหนึ่ง ทูตกาเบรียลบอกมารีย์สาวน้อยบริสุทธิ์ว่าพระเจ้าทรงเลือกเธอเป็นมารดา เพื่อฟูมฟักเลี้ยงดูพระกุมารน้อยที่เป็นพระเมสสียาห์ ฝ่ายมารีย์มีจิตใจพร้อมอุทิศทั้งชีวิตเพื่อคนอื่น ยิ่งพร้อมอุทิศเพื่อพระราชกิจของพระเจ้า สาวน้อยพรหมจารีย์ตอบรับทันทีโดยไม่ลังเลใจ ไม่ต้องเสียเวลาปรึกษาใครแม้แต่นิดเดียว เพราะมารีย์พร้อมอุทิศทั้งชีวิตเพี่อพระเจ้า เธอยินดีจะให้แผนการของพระองค์ที่ชาวยิวรอคอยมานานนั้นสำเร็จ และเข้าใจถึงเกียรติที่พระเจ้าวางใจเธอหรือโปรดปรานเธอ

๓. มารีย์ ทำหน้าที่ของน้องสาว:ร่วมทุกข์กับสตรีอื่น

มารีย์มีจิตใจอ่อนโยนและสงสารคนอื่นอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว ภาพที่เราเห็นชัดเมื่อเธอไปเยี่ยมญาติผู้พี่คือ อลิซาเบธซึ่งกำลังมีปัญหาเดียวกัน คืออลิซาเบธตั้งครรภ์ในวัยชรา ทางด้านกายภาพทั่วๆไปไม่น่าเป็นไปได้ ( ดูลูกา ๑.๕-๒๕ ) ฝ่ายมารีย์นั้นตั้งครรภ์จากฤทธิ์เดชของพระจิตเจ้า ทั้งสองคนอยู่ในสภาพเดียวกัน สตรีทั้งสองจึงจับมือกันเดินบนถนนสายใหม่ด้วยความกล้าหาญ เพราะตามธรรมเนียมของยิว พวกนางต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ทว่าทั้งมารีย์และอลิซาเบธ เข้าใจซึ่งกันและกัน พวกเธอพร้อมใจกันเปิดใจ เผยชีวิต เพื่อพระจิตเจ้าทรงปฎิบัติพระราชกิจในชีวิตของพวกเธอได้

มารีย์ได้มาที่บ้านอลิซาเบธเพื่อปรับทุกข์และรับการปลอบใจ มารีย์คงอยากจะเล่าสิ่งแปลกๆที่เกิดขึ้นในตัวเธอ ส่วนอลิซาเบธคงอยากเล่าถึงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในครรภ์ชราของนาง ซึ่งหาคนเชื่อยาก ต่างฝ่ายต่างตะลึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเธอ พระเจ้าทรงใช้ครรภ์ของพวกเธอ เพื่อแผนการแห่งความรอดที่มาถึงชนชาติอิสราเอล พวกเธอได้ต่อสู้กับตัวเองผ่านจุดของความหวาดกลัว ก้าวมาถึงจุดของการเห็นใจกัน พร้อมร่วมทุกข์กัน เพราะแท้จริงแล้วมารีย์คงจะอายโยเซฟคู่หมั้นของเธอ เพราะในสายตาของคนไม่เข้าใจแผนการของพระเจ้า ต้องคิดว่าเธอได้ทำผิดจารีตของการเป็นกุลสตรียิวที่ดี แต่วินาทีที่มารีย์ได้ยินคำทักของ อลิซาเบธว่า “เป็นไฉนข้าพเจ้าจึงได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ คือมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้มาหาข้าพเจ้า” ( ลูกา ๑.๔๓ ) มารีย์ได้รับคำยืนยันเกี่ยวกับฤทธิ์เดชของพระเจ้าจากพี่สาว จึงทำให้เธอยิ่งมั่นใจในแผนการของพระเจ้า ดังนั้น มารีย์แสดงออกถึงความชื่นชมยินดีด้วยการร้องเพลงสรรเสริญ เพื่อแสดงออกถึงการได้รับการปลดปล่อย โดยเธอกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และพระราชกิจต่างๆที่ผ่านพงศ์พันธุ์ของอับราฮับ ( ดู ลูกา ๑.๔๖-๔๖ ) จึงเห็นภาพของสตรีว่าพวกเธอเองก็ปลอบใจกันและกัน พร้อมอยู่เคียงข้างร่วมทุกข์เมื่ออีกคนหนึ่งท้อใจ ร่วมสุขและชื่นชมยินดีเมื่อมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นในชีวิตสตรี

๔. มารีย์ สาวกแท้: สาวกคนแรกของพระเยซู

น้อยนักที่เราจะเห็นใครกล่าวว่าพระมารดามารีย์ คือสาวกของพระเยซู เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องแม่พระ เรามักจะมองว่าพระองค์คือสาวพรหมจารีย์ พระเจ้าทรงเลือกเธอเป็นมารดาของพระมหาไถ่ ที่กล่าวมาถูกต้องทีเดียว แต่นักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียนอย่าง Dr.Virginia Fabella มีความเห็นว่า “ ถ้าอัครสาวก คือบุคคลที่นำเสนอคำสอน และวิถีชีวิตของพระเยซูเจ้า ...ดังนั้นพระมารดามารีย์ คือสาวกคนแรกของพระองค์” เพราะว่าความเชื่อของมารีย์แสดงออกโดยการกระทำ ตั้งแต่เริ่มแรกที่สาวน้อยมารีย์ได้ฟังทูตกาเบรียลว่าเธอจะตั้งครรภ์ โดยฤทธิ์เดช ของพระจิตเจ้าเป็นแผนการของพระเจ้า เธอเชื่อและตอบสนองทันที มารีย์ไม่ได้เป็นเพียงมารดาฝ่ายเนื้อหนังของพระเยซูคริสต์ แต่แบบอย่างที่เธอวางไว้อย่างงดงามนั้นคือ “การเป็นสาวกที่แท้จริง” เพราะเธอเต็มไปด้วยความเชื่อ วางใจในพระบุตร ตลอดชีวิตของเธอได้เรียนรู้คำสอน การดำเนินชีวิตจากพระเยชู บุตรชายสุดที่รักของเธอ เธอเรียนรู้พระวาจาของพระเจ้ามาตลอด เธอนำคำสอนนั้นปฏิบัติในชีวิต วาทะที่พระเยซูตรัสขณะถูกตรึงที่กางเขนว่า “หญิงเอ๋ย จงดูบุตรของท่านเถิด" และ “ จงดูมารดาของท่านเถิด” (ยอห์น ๑๙.๒๖,๒๗) นักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียนเห็นว่าแท้จริงแล้ว พระเยซูไม่ได้หมายถึงให้สาวกดูแลแม่แก่ๆของพระองค์ แต่พระเยซูเจ้าทรงมอบหมายให้พระมารดามารีย์ทำหน้าที่แทนตามที่พระนางได้เรียนรู้จากพระองค์ และทรงยืนยันกับเหล่าสาวกที่กำลังเสียกำลังใจว่าถึงแม้พระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว พวกเขายังสามารถเรียนรู้เรื่องพระราชกิจของพระเจ้าในชีวิตของพระบุตรผ่านสาวกคนแรกคือ พระมารดามารีย์ได้ ซึ่งแม่พระสามารถเป็นหัวหน้า ดูแล หนุนใจ ชี้แนะพวกเขาได้ เพราะแม่พระเรียนรู้เรื่องพระเยซูคริสต์เจ้าก่อนที่พระองค์เสด็จเข้ามาในโลกนี้ ภายหลังเมื่อพระเยซูคริสต์ประสูติแล้ว แม่พระทรงเรียนรู้จากพระเยซูเจ้าโดยการเลี้ยงดูฟูมฟัก การเคียงข้างพระองค์ตลอดสามสิบสามปี แม่พระทรงเห็นการอัศจรรย์มากมายที่บุตรชายของนางได้สำแดง นักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียน ต้องการชี้ประเด็นแก่โลกว่าแม่พระไม่ใช่ผู้หญิงที่อ่อนแอ แม่พระทรงเป็นสาวกคนแรกของพระเยซูเจ้า เพราะ ความจริง พระมารดามารีย์ทราบตั้งแต่แรกว่าลูกชายของนางจะต้องทนทุกข์ ต้องให้ชีวิตแก่ชาวอิสราเอลและชาวโลก ดังนั้นแม่พระทรงเหมาะสมที่จะเป็น “เสาหลัก” ดูแลเหล่าสาวกแทนพระเยซูคริสต์ เพราะพระมารดามารีย์ทรงพิสูจน์ให้โลกรู้ว่าพระนางเป็นสตรีแข็งแกร่ง ทรงผ่านช่วงเวลาทุกข์ยากเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสมาตลอดชีวิตตั้งแต่รับสารจากทูตสวรรค์กาเบรียล โดยแม่พระตอบสนองว่า “ดูเถิด ข้าพเจ้าเป็นทาสีของพระเจ้า ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน” (ลูกา ๑.๓๘ ) ตั้งแต่วินาทีนั้น แม่พระมีประสบการณ์ตื่นเต้น ท้าทายความเชื่อตลอดเวลา ซึ่งทำให้พระนางเองต้องพึ่งพาพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น แม่พระผ่านความทุกข์ขมขื่น เดียวดาย ความเจ็บปวดที่ลูกชายสุดที่รักได้รับมาตลอด จนกระทั่ง เมื่อถึงเวลากำหนดของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ถูกพิพากษาโดยเพื่อนร่วมชาติตัดสินประหาร ก่อนถูกประหารสิบสองชั่วโมงสุดท้าย ที่พระบุตรเจ็บปวด พระมารดายิ่งรวดร้าวใจแทบขาด พระนางจึงเคียงข้างพระบุตรในพระมหาทรมานครั้งนี้ด้วย ความรักและเต็มใจยิ่ง

๕. มารีย์ ร่วมพันธกิจกับพระเจ้า:มีส่วนร่วมในแผนการไถ่มนุษยชาติ

เมื่อผู้เขียนมีโอกาสได้ศึกษาเรื่องพระนางมารีย์ จึงไม่แปลกใจที่พี่-น้องคริสตังได้ยกย่องแม่พระว่าเป็นมารดาของประชาชาติ เพื่อนคาทอลิกบางคนให้ความเห็นที่น่ารักว่า เมื่อเราเป็นทายาทร่วมสายโลหิตกับพระเยซูคริสต์ พระเยซูทรงเป็นพี่ชาย แล้วเราผู้เชื่อเป็นน้องพระเยซู มารดาของพระเยซูคือแม่ของพวกเราด้วย เมื่อฟังความคิดของเพื่อนเช่นนี้ก็ทึ่งกับการอธิบายที่ดีของเพื่อน อย่างไรก็ตาม ฉันไม่กล้าตีสนิทเป็นน้องพระเยซูเพราะรู้สึกขนลุกในความต่ำต้อยของตัวเอง มิบังอาจไปเทียบกับพระองค์ แต่ในเวลาเดียวกัน ในกรอบคริสเตียน ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าในพระนามพระเยซูคริสต์อย่างมั่นใจว่าพระองค์ทรงเป็นมหาปุโรหิต เป็นคนกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ถ้าฉันจะวิงวอนต่อแม่พระ ก็ไม่ถนัดเอาเสียเลย จนทำให้เพื่อนคริสตังบางคนอึดอัดใจที่ฉันไม่ค่อยทักแม่พระ ทั้งๆที่สนิทสนมกับลูกชายของแม่ จนคริสตังบางคนรู้สึกว่าฉันไม่นับถือแม่ของพระเยซูคริสต์

นักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียนส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า พระมารดามารีย์ทรงมีส่วนสำคัญที่สุดสำหรับแผนการไถ่ของมนุษยชาติ เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้พระเยซู พระบุตรมาเกิดในโลกนี้ มีเนื้อหนังเป็นมนุษย์แท้ พระบุตรจะต้องอยู่ในครรภ์สตรีเพศเหมือนทารกปกติคนหนึ่ง ได้รับการเลี้ยงดูแบบทารกของมนุษย์คนหนึ่ง พระราชกิจของพระเจ้าคือการไถ่บาปจะสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่มีสตรีคนใดร่วมมือ ขณะเดียวกันพระเจ้าทรงเลือกสตรีที่เหมาะสมโดยพระองค์เอง และให้เสรีภาพในการตัดสินใจแก่สตรีคนนั้นด้วย .....นักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียนจึงหันมาทบทวนบทบาทของแม่พระต่อแผนการไถ่ และเห็นพ้องต้องกันว่าแม่พระคือผู้ร่วมแผนการไถ่ คือเป็นผู้ที่มีส่วนที่ทำให้แผนการไถ่มนุษยชาติ เป็นไปได้หรือสำเร็จ
ยิ่งกว่านั้นด้านนักศาสนศาสตร์สตรี กล่าวว่า “มารีย์คือผู้ได้รับการไถ่เป็นคนแรก โดยการยอมรับการทรงเรียกจากพระเจ้าในเป็นผู้ร่วมในแผนการไถ่” อีกนัยหนึ่งพูดได้ว่า เพราะความกล้าหาญ เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าที่ตรัสผ่านทูตสวรรค์กาเบรียลผู้นำสารมาถึงเธอว่า พระเจ้าทรงเลือกเธอให้เป็นผู้ร่วมงานกับพระองค์ มารีย์ ไม่สงสัยสิ่งที่ทูตกาเบรียลบอกเลย แต่กลับรับคำด้วยความชื่นชมยินดี นี่คือแบบอย่างที่ดีแก่คริสตชนในการวางใจพระเจ้าทั้งหมด ทั้งๆที่สิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้นหรือยังไม่เข้าใจ มารีย์มั่นใจว่าสิ่งที่ยังไม่เห็นนั้นมีจริง เธอเชื่ออย่างไม่สงสัย วางใจพระเจ้าทั้งหมด ด้วยการตัดสินใจร่วมในแผนการไถ่อย่างไม่ลังเลของเธอ มารีย์จึงเหมาะสมที่จะได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าอย่างแท้จริง

จึงสรุปว่า
นักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียนกำลังให้ความสำคัญและเพิ่มบทบาทของพระมารดามารีย์ โดยนำเสนอรูปแบบชีวิตของพระนางที่สตรีเอเชียควรเลียนแบบ ในการติดตามพระเจ้า การแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ สตรีในคริสตจักรโปรเตสแตนต์น่าจะเลียนแบบจากพระมารดามารีย์ โดย ยึดเอา “มารีย์ สาวพรหมจารีย์: ต้นแบบของกุลสตรี” แสดงบทบาทการเป็นมารดาและการอุทิศชีวิตในพระราชกิจของพระเจ้าเหมือน “มารีย์ มารดาผู้ประเสริฐ:อุทิศชีวิตแด่พระเจ้า” เราสามารถมีใจเดียวร่วมทุกข์กับคนที่ทุกข์ใจ ร้องไห้กับคนที่เจ็บปวด ชื่นชมยินดีกับคนที่มีความสุข เหมือน “มารีย์ ในหน้าที่ของน้องสาว:ร่วมทุกข์กับสตรีอื่น” ถึงแม้เราจะไม่ใช่สาวกคนแรกของพระเยซู แต่เราสามารถเป็นสาวกแท้เหมือน “มารีย์ สาวกแท้: สาวกคนแรกของพระเยซู” และเราไม่ใช่คนที่พระเจ้าเลือกมาร่วมแผนการทรงไถ่ แต่พระองค์ทรงเลือกเราให้ได้รับการไถ่เพราะ “มารีย์ ร่วมพันธกิจกับพระเจ้า:มีส่วนร่วมในแผนการไถ่มนุษยชาติ”

 

หมายเหตุ; ตีพิมพ์ในอิสระรายปักษ์ ปักแรก กรกฏาคม 2004
และบนเว็บบอร์ด issara.com
http://www.issara.com/article/mother-mary.htm


  ที่มา : www.newmana.com

หญิงเอ๋ยจงดูบุตรของท่านเถิด : โดย โปรดปราน ( พีพี )

สุภาษิตอาหรับกล่าวว่า “การให้การศึกษาแก่บุรุษคือ การให้การศึกษาแก่คนเพียงคนเดียว แต่การให้การศึกษาแก่สตรีคือการให้การศึกษาแก่คนทั้งครอบครัว” ผู้เขี ยนขอเติมว่า “พระบุตรให้การศึกษาแก่แม่พระ เป็นการให้การศึกษาคนทั้งโลก” เชื่อว่า พี่น้องคริสตังคงซาบซึ้งเรื่องแม่พระกว่า คริสเตียน

“หญิงเอ๋ย จงดูบุตรของท่านเถิด"และ “จงดูมารดาของท่านเถิด” (ยอห์น ๑๙.๒๖,๒๗) พระวาทะนี้พระเยซูคริสต์ตรัสจากกางเขนกับพระมารดา และอัครสาวก ซึ่ง นักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียนเห็นว่าแท้จริงแล้ว พระเยซูเจ้าไม่ได้ฝากให้สาวก ดูแลพระมารดาแทนพระองค์ ในทางกลับกัน พระเยซูคริสต์ทรงมอบพันธกิจ หรือฝาก พระมารดามารีย์ ให้ทำหน้าที่แทนพระองค์ โดยการ ดูแล อบรมสั่งสอนแนะนำศิษย์รัก ตามที่แม่พระได้เรียนรู้จากพระบุตรตั้งแต่ วินาทีแรกที่พระองค์เสด็จเข้ามาในโลก ฝ่ายบรรดาสาวกนั้น พระเยซูเจ้า ทรงยืนยัน และปลอบใจ พวกเขาที่กำลังเสียใจหรือท้อใจกับการจากไปของพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์เจ้าทรงไว้วางพระทัย ในตัว พระมารดามารีย์ว่า สามารถทำพันธกิจแทนพระองค์ ได้ เพราะพระนางคือ สาวกคนแรก แม่พระสามารถเป็นผู้นำ แม่พระเรียนรู้เรื่องพระเยซูคริสต์เจ้า ก่อนที่พระองค์เสด็จเข้ามาในโลกนี้ด้วยซ้ำ นั่นคือตอนที่ทูตสวรรค์กาเบียลแจ้งข่าวเธอเชื่อ และยอมจำนนให้พระเจ้าใช้ครรภ์บริสุทธิ์ของนาง ในแผนการทรงไถ่

ภายหลังเมื่อพระกุมารเยซู ประสูติแล้ว แม่พระได้เรียนรู้จากพระเยซูเจ้า ผ่านกระบวนการเลี้ยงดูฟูมฟัก การอยู่เคียงข้าง สนับสนุนพระบุตรสุดที่รักตลอด สามสิบสามปี แน่นอนเหลือเกิน แม่พระทรงเห็นการอัศจรรย์ พระดำรัสสอน มากมายที่บุตรชายของนางได้สำแดง ตามที่ นักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียน ได้ชี้ประเด็นว่า แม่พระไม่ใช่ผู้หญิงที่อ่อนแอ พระนางเป็นสตรีที่กล้าหาญ กล้าเผชิญความจริง เรื่องพระบุตร เพราะ ความจริงนั้น พระมารดามารีย์ทราบตั้งแต่ต้น ว่าลูกชายของนาง จะต้องทนทุกข์ ต้องให้ชีวิต แก่ ชาวอิสราเอล และชาวโลก ดังนั้นแม่พระทรงเหมาะสมที่จะเป็น “เสาหลัก” ดูแลเหล่าสาวก หรือผู้ติดตาม แทนพระเยซูคริสต์ เพราะพระมารดามารีย์ ทรงพิสูจน์ให้โลกรู้ว่าพระนางเป็นสตรีแข็งแกร่ง ทรงผ่านช่วงเวลาทุกข์ยาก เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสมาตลอดชีวิต ตั้งแต่ รับสารจากทูตสวรรค์กาเบรียล แม่พระผ่านความทุกข์ ขมขื่น เดียวดาย ความเจ็บปวดที่ลูกชายสุดที่รักของนางได้รับมาตลอด จนกระทั่ง เมื่อถึงเวลากำหนด ของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ เจ้าองค์บริสุทธิ์ ถูกพิพากษา โดยเพื่อนร่วมชาติ ตัดสินประหาร ก่อนถูกประหารนั้นสิบสองชั่วโมงสุดท้าย ที่พระบุตรเจ็บปวด พระมารดายิ่งรวดเร้าใจแทบขาด เธอจึงเคียงข้างพระบุตรในพระมหาทรมานครั้งนี้ด้วย ความรักและเต็มใจยิ่ง

ฉันพบแม่พระ: คำถามของบาทหลวงชาวฟิลิปปินส์ ที่ว่า “คริสตจักรโปรเตสแตนต์ของไทย มีที่ให้แม่พระไหม” นับว่าเป็นคำถามที่ช่วยกระตุ้นความคิดของฉัน(อ่านเพิ่มเติมได้จาก แม่พระในมุมมองนักศาสนศาตร์สตรีคริสเตียน) แต่ฉันไม่ได้แสวงหาอย่างจริงจัง พระเจ้าทรงมีแผนการที่ดีเสมอ เมื่อปี ต้นปี 2002 หน่วยงานได้ส่งฉันไปอบรม วิชา สตรีศาสนศาสตร์ ( Womanist Theology ) และ ศาสนศาสตร์ แห่งการปลดปล่อย ( Liberation Theology )ที่ ชิคาโก สหรัฐอเมริกา อัศจรรย์เกิดขึ้น คือสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนจบครอสที่เรียน มีสองคืนติดกันที่ฉันมีประสบการณ์ กับแม่พระ คืนแรก ฉันฝันใกล้สว่าง ในฝันฉันเห็นพบกับพี่คาทอลิกคนหนึ่งมารับฉันที่สนามบินดอนเมือง พี่ยิ้มให้โดยไม่พูดอะไรสักคำ พร้อมทั้งยื่นมาลัยมือให้ ...ภาพต่อมาฉันเห็นแม่พระแล้วพระนางยิ้มให้ฉันอย่างอ่อนหวาน แม่พระสวยมาก เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ผิวขาวแบบสาวตะวันออกกลาง ฉลองพระองค์สีขาว ขลิบน้ำเงิน เมื่อมองพระพักตร์พระนาง ได้เห็นรอยยิ้มแล้วฉันก็ตื่น ....คืนต่อมาเช้ามืด ฉันตื่นนอนแล้วตะโกนว่า “ขอบคุณพระมารดามารีย์” แปลกใจกับเสียงตัวเองเพราะตลอดชีวิตฉันไม่เคยกล่าวคำนี้ ฉันนั่งทบทวนว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง ตามความจำนั้นคือในระหว่างที่นอนหลับรู้สึกเหมือนตอนเด็กๆที่แม่มาดูแลที่ห้องนอน แม่นั่งลูบผม นั่งเฝ้าดูขณะที่หลับ ดังนั้นจึงเข้าใจว่าทำไมตัวเองจึงตะโกนวลีว่า “ขอบคุณพระมารดามารีย์”.......เรื่องความฝันที่อัศจรรย์แบบนี้ไม่เคยคิดว่าจะได้รับ ดังนั้นฉันคิดว่าเป็นสาส์นที่มาจากพระเป็นเจ้า .

ฉันเป็น “คาริสเมติก ( Charismatic ) ” คริสเตียน ซึ่งได้รับของประทานนี้กว่าสิบปีแล้วตอนที่เรียนที่ ประเทศออสเตรเลีย ระบบการศึกษาของสถาบันที่ชิคาโก้ นักศึกษาต่างชาติที่เรียนในเซมินารีที่นั่นเขาจัดให้มี พ่อ หรือ แม่วิญญาณรักษ์ ฉันเลือกแม่วิญญาณรักษ์ โดยมีเงื่อนไข ๑.ต้องเป็นคาริสเมติก ๒. เป็นคนไม่พูดมาก ๓.เป็นลูเธอร์แรน ขอบคุณพระเจ้าที่จัดเตรียมแม่วิญญาณรักษ์ที่น่ารักมาก และเป็นผู้ฟังที่ดีในการพบแต่ละครั้ง ....เมื่อฉันสัมผัสสิ่งแปลกประหลาดเช่นนี้ ก็รีบโทรนัด แม่วิญญาณรักษ์มาฟังคำปรึกษา เมื่อเจอกัน ฉันเล่าให้แม่วิญญาณรักษ์ฟัง ท่านถามว่า “ลูกเชื่อแม่พระไหม และ คริสเตียน กับ คริสตังในไทยมีปัญหากันไหม” คำตอบของฉันคือ “เรื่องแม่พระ ลูก ไม่มีประการณ์มากกว่า ส่วนเรื่องของสองนิกายดูเหมือนต่างฝ่ายไม่ได้สนใจกัน ต่างคนต่างอยู่มากกว่า” แม่วิญญาณรักษ์บอกว่า “แม่เชื่อว่า แม่พระประสงค์ ที่จะสำแดงพระองค์ว่า เรื่องแม่พระเป็นเรื่องจริง ส่วนเรื่องนิกาย ทรงประสงค์ให้มีการคืนดีกัน เพราะมาลัยมือนั้นเป็นสัญลักษณ์ของวงกลมที่ไม่สิ้นสุด นั่นคือ พระกายของพระคริสต์ต้องไม่แยกกัน” ท่านบอกฉันต่อว่า “แม่เป็นลูเธอร์แรนที่วิงวอนผ่านแม่พระนะ ลูกไม่ลองดูล่ะ”

พอปิดครอสเรียนฉันไปเยี่ยมเพื่อนที่เมือง เซนต์หลุยส์ มลรัฐ มิสซูรี่ ได้ เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อนไปเล่าต่อให้เจ้าของบ้านที่เธอเช่าซึ่งเป็นคาริสเมติกคาทอลิก สามีภรรยาคู่นี้ตื่นเต้น เชิญฉันไปที่บ้านและขอให้ฉันเล่า ความฝันเกี่ยวกับแม่พระให้ฟัง คนที่เป็นภรรยา นั่งหลับตาฟัง พอเล่าจบ เธอ ลุกขึ้นมากอด ยื่นสายประคำประจำตัวเธอให้ แล้วทำนายความฝันนั้น เนื้อหา เหมือนที่แม่วิญญาณรักษ์ ที่ ชิคาโก้ได้บอกฉัน ...

 

อธิษฐานกับแม่พระ : “ลูกกล้าอธิษฐานต่อแม่พระไหม” ...นี่คือ คำถามของแม่วิญญาณรักษ์ของฉัน ความรู้สึกจริงๆคือตะขิดตะขวงใจมาก ถ้าต้องอธิษฐานผ่านแม่พระ เพราะกรอบของคริสเตียน เราเชื่อว่าพระเยซูคริสต์คือปุโรหิตหลวง เป็นคนกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า เราภาวนาผ่านพระคริสต์ เมื่อเรามีปัญหาเราเข้าเฝ้าพระบุตรไม่ใช่แม่พระหรือนักบุญ.... อย่างไรก็ตามฉันเข้าใจว่าการที่ฉันได้เห็นแม่พระในฝัน สัมผัสถึงการประทับในวันต่อมา คำทำนายของ ทั้งโปรเตสแตนต์และคาทอลิก ต้องมีความหมายแน่นอน ฉันเริ่มคุยกับแม่พระ เหมือนที่คุยกับพระเยซู และสุดท้ายฉันทูลในพระนามพระเยซูคริสต์ ฉันเริ่มอธิษฐานกับแม่พระเมื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ขณะที่แวะเยี่ยมเพื่อนที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ฉันเริ่มได้รับคำตอบชัดเจน ยิ่งเมื่อเดินทางถึงกรุงเทพ ....

แม่พระสอนเรื่องการให้อภัย:
ฉันมีปัญหากับ เพื่อนคาทอลิกคนหนึ่ง ที่ทำให้ฉันเสียใจ และเสียความรู้สึกมาก ฉันไม่ทราบจะทำอย่างไร ที่จะไม่สูญเสียศรัทธา กับคาทอลิกคนอื่นๆ ในฐานะเป็น คริสตชน เราไม่แก้ปัญหาด้วย สมอง แต่ต้อง แก้ปัญหาด้วยคำภาวนา ฉันนำปัญหานั้นมาอธิษฐานวิงวอนต่อแม่พระ บอกทุกอย่างตามความรู้สึกขณะนั้น ฉันพูดมากเหมือนกับพูดกับแม่ของตัวเองฉันสัมผัสถึงความรักและพระทัยดีของพระนาง เชื่อว่าท่านไม่ต้องการให้ลูกๆของพระองค์ทะเลาะกัน เมื่อภาวนาปัญหานี้กับแม่พระ พระนางกลับตอบในจิตวิญญาณของฉัน ว่าให้อภัยต่อคนนี้เสีย ระยะแรกไม่เข้าใจ ยังคงอธิษฐานแบบต่อว่าแม่พระเรื่องความไม่ยุติธรรม ....แม่พระจะพูดน้อยมาก แต่ทรงเป็นนักปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องการคืนดี ในที่สุดพระมารดามารีย์ทรงสำแดงนิมิตให้เห็น ภาพ พระเยซูคริสต์เจ้าทรงแบกกางเขน อันหนักอึ้ง พระพักตร์เศร้า ฉันจึงเข้าใจเรื่องที่แม่พระสอนถึงการยกโทษ และให้อภัยผู้ที่ทำผิดต่อฉัน ....พระองค์ทรงสอนไม่ให้ฉันทำผิดต่อคนอื่น ไม่ตอบแทนความชั่วด้วยความชั่ว เวลาเดียวกันเมื่อคนอื่นทำผิดต่อฉัน แม่พระสอนถึงเรื่องการให้อภัย เพราะเรื่องการให้อภัยพระเยซูคริสต์เจ้าทรงวางแบบไว้โดยชีวิตพระองค์เอง แม่พระสาวกแท้ทรงนำมาเรื่องราว หรือชีวิตของพระเยซูคริสต์เจ้ามาสอนคริสตชนต่อไป

แม่พระคือของขวัญที่พระให้ฉัน:
ฉันสังเกตมาหลายปีแล้ว ว่าพระเจ้าทรงบอกเรื่องสำคัญๆผ่าน ความฝัน หรือนิมิต ซึ่งบางครั้งเข้าใจทันที บางครั้งต้องหาผู้มีของประทานในการทำนายนิมิต บางครั้งได้เข้าใจหลังจาก เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นแล้วจึงเข้าใจทั้งหมด .....เมื่อปลายปี ๒๐๐๑ ในฝันฉัน มีสองเรื่องด้วยกัน เรื่องแรกได้รับคำตอบอย่างชัดเจนแล้ว ...อีกเรื่อง เพื่อนชาวฟินแลนด์ที่มีของประทาน ในการทำนายฝันหรือนิมิตบอกว่า พระเจ้าจะประทานของขวัญชิ้นใหญ่ให้ฉันชิ้นหนึ่ง แล้วถึงเวลานั้นฉันจะรู้เอง ความจริงแล้วฉันสงสัยมาก และตามหาคำตอบเกี่ยวกับของขวัญนั้นมาเป็นปี มีสิ่งดีๆเข้ามามากมาย แต่ยังไม่เคยคิดว่านั่นคือ ของขวัญจากพระเจ้า ....จนกระทั่งวันหนึ่ง น้องคาทอลิก ได้พาฉันไปหาพ่อวิจิตร ที่วัด ซานตาครู้ซ เพื่อให้พ่อ ภาวนารักษาโรค ความคิดส่วนตัวแล้ว อยากจะถามพ่อเรื่องความฝัน ที่คาใจข้ามปีมา ....เมื่อมีโอกาสคุยกับพ่อ ที่บ้านพัก พ่อวิจิตร บอกให้ฉันภาวนา ขอคำตอบเรื่องที่อยากรู้ต่างๆ และให้เปิดพระคัมภีร์ ลึกในใจฉันขณะนั้น ภาวนาเบาๆว่า “พระบิดาเจ้า ลูกขอความเข้าใจเรื่อง ความฝัน ที่คาใจอยู่ ขอประทานคำตอบผ่านพ่อด้วย” เมื่อภาวนาจบ ฉันเข้าใจเรื่องความฝันทั้งหมดว่า “ การได้พบแม่พระ ได้สัมผัสกับพระองค์ นั่นคือของขวัญที่พระบิดาให้ฉัน” ขณะนั่งคอยพ่อวิจิตรติดธุระบางอย่าง ฉันเริ่มได้กลิ่น ดอกไม้โบราณ หอมๆ น้องคาทอลิก ที่นั่งติดกับฉัน ได้กลิ่นด้วย เขาลุกมาดมใกล้ๆ ว่า ฉันใช้น้ำหอมกลิ่นอะไร แต่คนละกลิ่นที่เรากำลังดม การสนทนากับพ่อวิจิตร ของพวกเราผ่านไปประมาณ 45 นาที ฉันได้กลิ่นนั้นตลอด และไม่แปลกใจอะไรเลย ...จนกระทั่ง นั่งรถน้องคาทอลิก เพื่อกลับบ้าน เราคุยกันเรื่องกลิ่น ทั้งฉันและน้องได้กลิ่นตลอดเวลา เหมือนกัน ....น้องคนนั้นบอกฉันว่า “ พี่พีพี แม่พระนั่งติดกับพี่ ผมได้กลิ่นจากพี่ตลอดเวลา แต่ผม ไม่กล้า บอก กลัวพี่ตกใจกลัว” ฉันรู้สึกขนลุกซู่ แล้วทำไมฉันจะต้องกลัวพระมารดามารีย์ด้วยล่ะ!!! ต่อมา เมื่อมีโอกาส ไปที่กรุงโรม ที่วัดนักบุญเปาโล ฉันไปซื้อ สายประคำฝากเพื่อนคริสตัง สายประคำบางสาย ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ กลิ่นที่ฉันได้สัมผัส เมื่อเดือนก่อน ...เมื่อสอบถามจาก ซิสเตอร์ ที่ขายสายประคำว่า กลิ่นนี้คือ กลิ่นอะไร เธอบอกว่า “กลิ่น กุหลาบ เป็นกลิ่นที่แม่พระชอบ” ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงประทานของขวัญที่ดีเลิศแก่ฉัน นั้นคือ แม่พระ

พระดำรัสของพระเยซูคริสต์เจ้า ที่ว่า
“หญิงเอ๋ย จงดูบุตรของท่านเถิด" และ “จงดูมารดาของท่านเถิด” ฉันเริ่มเข้าใจความหมายลึกซึ้ง เมื่อได้สัมผัสกับพระมารดามารีย์ จึงเข้าใจว่า แม่พระไม่เคยละเลยพระราชกิจที่พระบุตรทรงมอบหมายแก่พระองค์ ....ในเวลาเดียวกัน แม่พระซึ่งเป็นมารดาของพระเยซูคริสต์เจ้า ก็สามารถเป็นมารดาของฉันได้ด้วย บทบาทของแม่พระ คำสอนมากมายของ พระนาง ฉันควรจะวางใจได้ เพราะว่า พระนางคือสาวกแท้ และเป็นตัวแทนพระเยซูคริสต์เจ้าในโลกนี้

ขอพระเจ้าทรงได้รับเกียรติ และคำสรรเสริญ


ที่มา : www.newmana.com

 

 

พระเยซูทรงสอนเรื่องความรอด : โดย โปรดปราน ( พีพี )

หลายปีก่อน มีภาพยนตร์ญี่ปุ่น ฉายที่สถานีโทรทัศน์ช่อง ไอทีวี ชื่อภาษาไทย “ครูซ่า...ปราบขาโจ๋” ฉันสนใจวิธีสอนเด็กนักเรียนมัธยมปลายที่แสนกวน แสนซนของครู “โอนิสุกะ” ทำให้ฉันเห็นแบบอย่างของคนที่มีวิญญาณของการเป็นครูอย่างแท้จริง โดยให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง มีความอดทน และรักบริสุทธิ์ต่อนักเรียน ยอมเสี่ยงภัยอันตรายเพื่อปกป้องศิษย์ ยอมทนต่อคำกล่าวหา นินทาว่าร้ายต่างๆนาๆ ทนต่อการถูกรังเกียจเหยียดหยามยามที่ถูกเข้าใจผิดจากเพื่อนครูและผู้ปกครอง

....มีประโยคหนึ่งที่ฉันยังจำจนถึงเวลานี้ที่ครูหนุ่มโอนิสุกะกล่าวกับฝ่ายที่เบียดเบียนเขาว่า
“ ถึงไม่มีอาคารสถานที่ใต้ฟ้านี้ ที่ไหนๆผมก็สอนได้ ขอให้มีนักเรียนก็เพียงพอแล้ว”
ฉันกลับคิดถึง พระอาจารย์ หรือบรมครูที่ยิ่งใหญ่ของโลกนี้ นั่นคือ พระเยซูคริสต์เจ้า ตลอดพระชนม์ชีพที่ทรงทำพันธกิจ พระองค์ทรงเป็นครูตลอดเวลา วิชาเอกที่พระองค์ทรงสอนคือ “วิชาความรอด” หลังจากที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย ก่อนเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์ทรงกำชับให้เหล่าสาวกสอนวิชาความรอดให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า และจนมาถึงพวกเราที่ต้องรับภาระนี้ต่อไปตามพระมหาบัญชา

ขอนำผู้อ่านพิจารณาพระวรสารนักบุญยอห์น บทที่ ๘.๒๔-๓๖ เป็นคำสอนเกี่ยวกับความรอด ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์และโดยพระชนม์ชีพของพระองค์ทรงห่วงใยคนบาป คนที่หลงทางจากพระบิดา พระทัยของพระเยซูเจ้าทรงมีภาระต่อคนเหล่านั้นตลอดเวลา

๑. ทรงสอนถึงความจำเป็นเรื่องความรอด
ปัจจัย๔ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค เป็นปัจจัยพื้นฐานฝ่ายกายของมนุษย์ทุกคน แต่มนุษย์มีวิญญาณ ซึ่งต้องคงอยู่ตลอดไป แม้กายจะดับไปแล้ว ดังนั้นเมื่อวิญญาณของมนุษย์จะต้องดำรงอยู่สืบไปจะทำอย่างไร ถึงจะได้อยู่ในส่วนที่พระเจ้าทรงประทับอยู่ด้วย

คริสตชนคงจำได้ดีว่า มนุษย์ถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า อาดัมและเอวาคือมนุษย์คู่แรก พระคัมภีร์บอกว่าผลกระทบของความบาปจากมนุษย์คู่แรก เราจึงแยกจากพระเจ้าตลอดกาล หรืออีกนัยหนึ่ง คือความบาปของมนุษย์คู่แรกส่งผลถึงเราในปัจจุบัน ความบาปในทัศนะของคริสตชนต่างจากหลักคำสอนของ ศาสนา อื่นๆ

ความบาป ในความหมายของคริสตชน คือตกจากมาตรฐานของพระเจ้า ส่วนผลลัพธ์ของความบาป ต้องแยกจากพระเจ้าถาวร ความบาปนำไปสู่ความตาย ความตายคือ ถูกแยกจากพระเจ้า ความตายเกิดขึ้นเพราะอาดัมไม่เชื่อฟัง การไม่เชื่อฟังของเขาทำให้เขาตกมาตรฐานที่พระเจ้าตั้งไว้ ( ดูปฐมกาลบทที่ ๓ ) ผลกระทบจากความบาปของอาดัมส่งถึงมนุษย์ทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกชนชั้นวรรณะ ซึ่งทำให้มนุษย์ต้องตาย “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย” เล็งถึงความตายฝ่ายวิญญาณ และตายนิรันดร์

พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาในโลกนี้เพื่อให้โอกาสแก่มนุษย์ ให้เขาเริ่มต้นจากจุดที่เขายืนอยู่ เขาไม่ต้องแสวงหาวิธีไปพบองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยวิธีอื่นๆ หรือโดยนามของพระ หรือ คำสอน หรือ ข้อปฏิบัติอื่นๆ เพราะพระเยซูเจ้าตรัสชัดเจนว่า “นามอื่นทั่วใต้ฟ้าความรอดไม่มี” ทรงประกาศต่อว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงแห่งชีวิต ไม่มีผู้ใดมาหาพระบิดาได้นอกจากทางเรา” ผู้อ่านคงจะเห็นด้วยกับผู้เขียนว่า พระเยซูคริสต์ทรงสอนอย่างชัดเจนเรื่องความรอด ที่พระเจ้าทรงประทานให้มนุษย์ทั่วใต้ฟ้าว่า ต้องไปหาพระเจ้าโดยนามเยซูเท่านั้น

มีเรื่องเล่าว่ามีชายคนหนึ่งใช้เรือข้ามฟากสม่ำเสมอ วันหนึ่งเขามาสายเรือกำลังถอยออกจากท่าจอด ดังนั้น เขาจึงกระโดดลงเรือเหมือนที่เคยทำประจำ อนิจจาเพราะครั้งนี้เขาพลาด ร่างกายของเขา จึงตกลงไปในแม่น้ำ ที่ลึก และน้ำไหลเชี่ยว ซ้ำร้ายคือเขาว่ายน้ำไม่เป็น ขณะที่ทุกๆคนในเรือตกตะลึงกับเหตุการณ์นี้ ส่วนชายคนนี้ กำลังต่อสู้กับสายน้ำแสนเชี่ยวนั้น นายท้ายเรือ โยนห่วงยางไปที่ชายคนนั้น และชายคนนั้นรีบคว้าห่วงยางไว้แน่น ทันใดนั้นผู้โดยสารหลายคนได้สติ ก็ช่วยกันดึงห่วงยางที่ชายคนนั้นเกาะมาที่เรือ และผู้โดยสารบางคน ก็ยื่นมือไปฉุดเขาขึ้นมาบนเรือ บางคนหาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดหน้าเช็ดตา บางคนโอบไหล่ปลอบใจ บางคนยิ้มให้กำลังใจ

 

ชายคนนี้รอดตาย เพราะมีห่วงยางช่วยชีวิตเขา และเขาเองยอมรับการช่วยเหลือ ภาพของชายคนนี้ ทำให้ฉันมองภาพของความรอดแบบนี้คือ เมื่อเรายอมรับว่าเป็นคนบาป ตกอยู่ในความบาป และต้องตายเพราะบาป พระเยซูคริสต์ ทรงยื่นห่วงยางแห่งความรอดให้แล้ว ถ้าเรารีบคว้าเกาะไว้ให้แน่น พระองค์จะทรงฉุดพวกเรา ไว้ แล้วเราจะได้รับความรอด เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์แน่นอน “...ท่านจะตายเพราะบาปของท่าน เพราะว่าถ้าท่านมิได้เชื่อว่าเราเป็นผู้นั้น ท่านจะต้องตายในการบาปของตัวเอง” (ยอห์น ๘.๒๔ )

 

๒.ทรงสอนว่าความรอดทำให้มนุษย์เป็นอิสระ
“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น ๓.๑๖ )

มนุษย์ทุกคนเป็นศูนย์กลาง หรือกลุ่มเป้าหมายของความรอด พระองค์ทรงประทานความรอดให้มนุษย์ทุกๆคนอย่างยุติธรรมกับมนุษย์ทั้งโลก ดังนั้นทุกคนสามารถรับความรอดได้ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน มนุษย์ไม่ต้องบนบาน หรือเซ่นไหว้ หรือติดสินบนใดๆ เงื่อนไขคือ “....วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ”

ความรอด:
เป็นพระราชกิจของพระเจ้า มนุษย์มิอาจช่วยตัวเองให้พ้นจากกับดักบาปได้ มีพระเจ้าผู้เดียวที่สามารถช่วยเราให้หลุดพ้นได้ ในพระคัมภีร์ใหม่ คำว่า รอด เป็นกริยาในรูปอดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล พระเจ้าได้ส่งพระเยซูเข้ามาในโลกเพื่อ “ ช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา” บาปถูกจัดการโดยการสิ้นและคืนพระชนม์ของพระเยซู โดยความเชื่อในพระเยซูเราก็สามารถรับความรอดทันที ซึ่งของขวัญนี้ให้ทุกคนเปล่าๆ ไม่ว่าพื้นเพทางศาสนาเชื้อสายหรือฐานะทางสังคมจะเป็นอย่างไร

เพราะว่า “ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด” คริสตชนได้รับ “ความรอด” แล้วเพราะได้รับการอภัยโทษและชีวิตใหม่ แต่เรายังมิได้บรรลุถึงความรอดอันบริบูรณ์จนกว่าจะถึงยุคสุดท้ายที่พระเยซูเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ขณะที่รอคอยนี้เราได้รับ “ความรอด” ทุกๆ วัน

 

ในพระคัมภีร์เก่าความรอดมิได้หมายถึงแค่ความรอดด้านวิญญาณจิต พระราชกิจแห่งความรอดอันสำคัญที่สุดคือครั้งที่พระเจ้าปลดปล่อยคนอิสราเอลพ้นจากการเป็นทาสในอียิปต์ พระคัมภีร์ใหม่สอนว่าความรอดของพระเจ้ามีผลไม่เพียงต่อชีวิตจิตวิญญาณเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตทุกด้านด้วย ข้อความที่เกี่ยวข้องกับความรอดในพระคัมภีร์ใหม่มีถึงหนึ่งในสามที่กล่าวเจาะจงถึงการรอดพ้นจากความโชคร้าย เช่น การจองจำ โรคภัยไข้เจ็บ และการถูกผีสิง เมื่อผู้ใดมาเป็นของพระคริสต์ ความรอดของพระองค์จะมีผลต่อชีวิตทั้งด้านร่างกายและจิตวิญญาณของเขา ทว่ายังจะไม่บรรลุผลสมบูรณ์จนกว่าพระเยซูเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ( ดูเทียบจากมธ. ๑:๒๑; อฟ. ๒.๘-๙; รม.๑๐.๑๓,๑๓.๑๑; ๑ คร.๑.๑๘; ฟป.๒.๑๒; มธ.๙.๒๑-๒๒; ลก.๘.๓๖ )

ความรอด ทำให้มนุษย์เป็นไท ในสมัยที่พระเยซูเจ้าทรงทำพันธกิจคนยิวตกเป็นทาสของจักรวรรดิโรม พวกเขาพยามเคร่งครัดในการรักษาธรรมบัญญัติ เพื่อจะเป็นคนดีพร้อม สำหรับเรื่องความรอดแล้ว ไม่มีใครดีพร้อมที่จะปลดปล่อยตัวเองจากการเป็นทาสของความบาป ที่นำไปสู่ความตายนิรันดร์ ยกเว้น คนที่ยอมรับการช่วยเหลือ จากชายที่ชื่อ เยซู เพราะว่า “พระเยซูคริสต์ทรงเป็นทางนั้น ทรงเป็นความจริง และทรงเป็นชีวิตไม่มีใครไปถึงพระบิดาเจ้าได้นอกจากทางพระเยซูคริสต์” คือไม่ต้องตกเป็นทาสของความบาป เป็นอิสระ มีเสรีภาพ พ้นจากการพิพากษาลงโทษเพราะบาป ได้รับเสรีภาพนิรันดร์ ฝ่ายวิญญาณจิตไม่ต้องตาย

ผู้เขียนมีโอกาสไปเยี่ยม เพื่อน และหาข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ที่ประเทศกัมพูชาสองครั้ง ทุกครั้งตลอดเวลาที่ พำนักที่นั่นได้รับฟังเรื่องราวความทุกข์ยาก ความเจ็บปวดจากบาดแผลของสงครามกลางเมือง ตลอดเวลา ๒๕ ปี มีการเข่นฆ่า ทารุณกรรมมากมาย ฉันสนใจมากเป็นพิเศษคือช่วงการปกครองของ นายพลพต โดยเฉพาะกรณีทุ่งสังหาร และ มีโอกาสฟังเรื่องเล่าจากสุภาพสตรีเชื้อสายจีน-ขะแมร์ ท่านหนึ่งเล่าถึงครอบครัวของเธอ เองและของคริสเตียนท่านหนึ่งที่พำนักในประเทศไทย ( ซึ่งเมื่อฉันพักในพนมเปญทุกครั้งท่านจะอำนวยความสะดวกเรื่องพาหนะจัดรถและคนขับไว้บริการ ) เรื่องมีอยู่ว่า มีครอบครัวชาวเขมรเชื้อสายจีนสองครอบครัวทำธุรกิจที่เมืองไพลิน ธุรกิจไปได้ดี ฐานะร่ำรวย หัวหน้าครอบครัวทั้งสองฟังข่าวกรองว่า ปีนั้น ( ค.ศ. ๑๙๗๕ )ช่วงสงกรานต์กองทัพเขมรแดงจะบุกทุกเมืองใหญ่ ขณะนั้นบ้านเมืองสงบ ประชาชนสนุกสนานรื่นเริง หัวหน้าครอบครัวแรก (ฉันรู้จักเพราะนมัสการที่คริสตจักรหนึ่งในกรุงเทพฯ ) เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เขา และพี่ๆน้องๆได้เก็บทรัพย์สินที่มีค่าอพยพมาที่ประเทศไทย ส่วนพี่น้องคนอื่นๆอพยพไปที่ประเทศฝรั่งเศสและประเทศออสเตรเลีย ส่วนอีกครอบครัวหัวหน้าครอบครัวไม่เชื่อข่าวนั้น เพราะบ้านเมืองสงบมาก การทำมาหากินไปได้ดี ในที่สุดเมื่อ วันที่ ๑๗ เมษายน ๑๙๗๕ กองทัพเขมรแดงของนายพลพต เข้าล้อม โจมตีเมืองใหญ่ ทุกอย่างสายไปเสียแล้ว พวกเขาถูกต้อนออกจากเมืองไปชนบท ตลอดเวลา ๕ ปี เกิดการสูญเสียมากมาย เช่นเขาสูญเสียภรรยาเพราะเจ็บป่วยไม่ได้รับการรักษา ลูกบางคนติดคุก บางคนถูกกักกันและต้องทำงานหนักมาก ในปี ๑๙๗๙ เมื่อทหารของเวียดนามเข้าปกครองเขมรแทนกองทัพเขมรแดง ครอบครัวนี้สามารถลี้ภัยเข้าศูนย์อพยพในประเทศไทย และต่อมาได้อพยพไปประเทศที่ ๓

เมื่อฟังเรื่องจริงของชาวเขมรเชื้อสายจีน สองครอบครัวนี้จบ ทำให้ฉันคิดถึงความรอดในพระเยซูคริสต์ ซึ่งพระองค์ ทรงสั่งสอนเรื่องนี้ด้วยพระองค์ เอง และด้วยชีวิตจริง คือ ความตายบนไม้กางเขน ก่อนสิ้นพระชนม์ พระองค์ประกาศว่า “สำเร็จแล้ว” เพราะความตายของพระเยซูคริสต์ในวันนั้น คือการลบล้างความผิดบาป เพื่อมนุษย์จะได้รับความรอด และชีวิตนิรันดร์ ตามเงื่อนไข คือ คนที่เชื่อ และวางใจ ( เชื่อ )จะไม่พินาศ แต่มีสักกี่คนที่เชื่อว่า “ข่าวดี”คือ การวายพระชนม์ของพระเยซูคริสต์นั้นมีผลต่อการอภัยบาปและผู้เชื่อพระองค์ได้รับความรอดเข้าส่วนในชีวิตนิรันดร์นั้นเป็นความจริง

 

( ตีพิมพ์ในอิสระรายปักษ์ ปักษ์หลัง เดือน มกราคม 2005 )
และ
http://www.issara.com/article/jesusteach.html

 

พระวรสารยอห์น บทที่ 8 ( สำนวน โปรเตสแตนต์ )

8:24 เราบอกท่านทั้งหลายว่า ท่านจะตายเพราะบาปของท่าน เพราะว่าถ้าท่านมิได้เชื่อว่าเราเป็นผู้นั้น ท่านจะต้องตายในการบาปของตัว"
8:25 เขาถามพระองค์ว่า "ท่านคือใครเล่า" พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นดังที่เราได้บอกท่านทั้งหลายแต่แรกนั้น
8:26 เราก็ยังมีเรื่องอีกมากที่จะพูดและพิพากษาท่าน แต่พระองค์ผู้ทรงใช้เรามานั้นทรงเป็นสัตย์จริง และสิ่งที่เราได้ยินจากพระองค์ เรากล่าวแก่โลก"
8:27 เขาทั้งหลายไม่ทราบว่าพระองค์ตรัสกับเขาถึงเรื่องพระบิดา
8:28 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า "เมื่อท่านทั้งหลายจะได้ยกบุตรมนุษย์ขึ้นไว้แล้ว เมื่อนั้นท่านก็จะรู้ว่าเราคือผู้นั้น และรู้ว่าเรามิได้ทำสิ่งใดตามใจชอบ แต่พระบิดาได้ทรงสอนเราอย่างไร เราจึงกล่าวอย่างนั้น
8:29 และพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงสถิตอยู่กับเรา พระองค์มิได้ทรงทิ้งเราไว้ตามลำพัง เพราะว่าเราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ"
8:30 เมื่อพระเยซูตรัสดังนี้ ก็มีคนเป็นอันมากวางใจในพระองค์
8:31 พระเยซูจึงตรัสกับพวกยิวที่ศรัทธาในพระองค์แล้วว่า "ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง
8:32 และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท"
8:33 เขาทั้งหลายทูลตอบพระองค์ว่า "เราสืบเชื้อสายมาจากอับราฮัม และไม่เคยเป็นทาสใครเลย เหตุไฉนท่านจึงกล่าวว่า "ท่านทั้งหลายจะเป็นไท"
8:34 พระเยซูตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ทุกคนที่ทำบาปก็เป็นทาสของบาป
8:35 ทาสมิได้อยู่ในครัวเรือนตลอดไป บุตรต่างหากอยู่ตลอดไป
8:36 เหตุฉะนั้นถ้าพระบุตรทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท ท่านก็เป็นไทจริงๆ


ที่มา : www.newmana.com

2006年4月

สวัสดีพี่น้องในพระคริสต์ทุกท่านที่รักยิ่ง

ช่วงที่ผ่านมานี้เกรซไม่ค่อยมีเวลาเท่าไร เพราะต้องช่วยงานโบสถ์ (ไปโบสถ์เกือบทุกวันมาเป็นเดือนแล้ว) เพิ่งจะมีโอกาสว่างก็ช่วงนี้แหละ ก็ถือโอกาสนี้เลยมาอัพเดท วันนี้เกรซเอาบทความดีๆ มีสาระลิงค์จากเวป www.newmana.com มาฝากเพื่อนๆ อยากให้ได้อ่านกัน แบ่งปันพระพรกัน ถ้าเพื่อนๆว่างก็สามารถคลิกไปอ่านได้นะคะ
 
ถ้าเพื่อนๆ ต้องการที่จะติ-ชมหรือมีข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับการลงบทความ เช่น มีบทความจะฝากลง หรือแนะนำว่าน่าจะหาบทความประเภทไหนมาลงก็สามารถคอมเมนท์ในนี้ได้เลยนะคะหรือจะฝากอีเมลล์มาก็ได้
 
ปล.แล้วเกรซจะพยายามเข้ามาอัพเดทบ่อยๆ และจะหาลิงค์บทความที่หนุนใจจากที่ต่างๆ มาฝากอีกนะคะ  
 
ขอพระเป็นเจ้าทรงอวยพระพร
รักในพระคริสต์
เกรซ
2006年4月

ปิดค่ายคำสอน

ไปช่วยค่ายคำสอนมาเกือบเดือน ตอนนี้ใกล้จะปิดค่ายแล้ว พี่เกรซคงได้เจอน้องๆเฉพาะในวันอาทิตย์เท่านั้น แล้วอีกเพียงไม่กี่อาทิตย์ พี่ก็จะไปเรียนที่นครปฐมแล้ว เจอกันอีกทีคงเป็นค่ายคำสอนตอนปิดเทอมปีหน้า น้องๆน่ารักมาก ถึงบางคนจะดื้อบ้าง แต่พี่ก็เข้าใจว่าเป็นธรรมชาติของเด็ก พี่ขอให้น้องๆ ทุกคนโชคดี อยู่ในพระพรของพระเจ้าเสมอไป
ขอพระเป็นเจ้าอวยพระพรทุกคนค่ะ
 
 
รักในพระคริสต์
พี่เกรซ
2006年4月

ขอพี่น้องภาวนาและเป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ

ในเวลาอีกเดือนกว่าข้างหน้านี้ เกรซกำลังจะไปเรียนปริญญาตรีครูคำสอน "ศาสนศาสตร์" ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่ได้ใช้สมองเรียนอย่างเดียวเหมือนอย่างวิชาทั่วไป หากแต่ใช้จิตวิญญาณเป็นหลักในการเรียน เรื่องขยันเป็นเรื่องรอง  ฝากพี่น้องช่วยอธิษฐานภาวนาเพื่อเกรซด้วย...  ขอพระเป็นเจ้าโปรดอวยพระพร อาเมน..  ~@น้องเกรซ@~